วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Into the Wild (2007) : กำแพงแห่งความเปราะบาง


.Rather than love, than money, than fait, than fame, than fairness...give me truth.
Christopher McCandless

ชีวิตที่ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ในตอนเด็ก ๆ บางครั้ง ก็ทำให้เชื่อใจคนยาก ความร้ายกาจ ความเกรี้ยวกราดของคนที่ทำต่อกันต่อหน้าเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่เข้าใจโลกของผู้ใหญ่อย่างแจ่มแจ้ง มันทำให้เกิดความไม่เข้าใจจิตใจของผู้คน ว่าแท้จริงแล้ว เป็นคนเช่นไร....และความไม่เข้าใจนั้น กลับกลายเป็นกำแพงแห่งความหวาดระแวงที่ค่อย ๆ ก่อขึ้นมาล้อมรอบตัวเอง เพียงเพื่อไม่ให้ใครมาแตะต้องส่วนที่เปราะบางที่สุดได้ นั่นก็คือ หัวใจ

Into the Wild เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ Christopher Candless (Emile Hirsch) ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยหมาด ๆ แต่กลับตัดสินใจที่จะทิ้งครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อไปตามหาความหมายของชีวิต โดยมีปมในใจด้วยเรื่องโกหกที่พ่อและแม่ของเขาเองสร้างภาพมาตลอดว่ามีชีวิตที่ปกติสุขดี รวมไปถึงความจริงที่คริสได้รับรู้มาจากญาิติเกี่ยวกับเรื่องที่แท้จริงที่ของพ่อกับแม่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่กลับตาลปัตรจากเรื่องที่เค้าได้ยินมาจากปากของพ่อแม่ตัวเองทั้งหมด จากปมเหล่านี้เองทำให้คริสเริ่มปิดตัวเอง ทำลายหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง เพื่อที่จะไปมีตัวตนในแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น คริสเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามตัวเองใหม่ เป็น Alexander Supertramp และได้ทำลายหลักฐานที่ระบุตัวตนเดิมของเค้าไปจนสิ้นซาก เพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแบบที่อยากเป็นโดยเดินทางไปเรื่อย ๆ และมีจุดหมายปลายทางคือ อลาสก้า...

เนื้อเรื่องในหนังเป็นการเดินทางผ่านเมืองต่างๆ จนไปถึงเมืองอลาสก้าของ Alex การพบปะผู้คนระหว่างทางทำให้เห็นถึงมุมมองของหนุ่ม Alex ได้ชัดเจน เค้าไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการสร้างความผูกพันธ์กับใครเพื่อที่จะทำให้เกิดความสุข แต่ต้องการความสุขที่มันมาเองโดยที่ไม่ต้องไปสรรหาอะไรให้ซับซ้อนมากมาย ก็แค่ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง เป็นอิสระจากทุกกฎเกณฑ์ อิสระจากสิ่งใดก็ตามที่มนุษย์เราอุปโลกขึ้นว่ามันสามารถสร้างความสุขให้เราได้

ถ้าจะถามว่าการที่ Alex ปิดกั้นตัวเองจากสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะความผูกพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และแน่วแน่ในชีวิตด้วยตัวคนเดียวขนาดนั้นจะทำให้เค้าได้พบกับความสุขอย่างที่เค้าใ่ฝ่ฝันอยากจะเจอหรือไม่ ใช่ เค้าพบความสุขในแบบที่เค้าอยากได้ แต่ในขณะเดียวกันความสุขนั้นก็ทำให้ Alex ได้รู้ว่า

"Happiness only real when shared"

ด้วยความคิดนี้เองทำให้เค้าเริ่มคิดถึงครอบครัว ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองและคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เค้าจะได้กลับไปบอกเล่าความสุขเหล่านี้ให้พวกเค้าได้ฟัง แต่โชคร้ายเหลือเกินที่ธรรมชาติที่เค้ารักแสนรักกลับกลายเป็นกับดักขังตัว Alex ไว้ไม่ให้จากไป และเมื่อความหิวโหยและความลำบากยากแค้นเริ่มย่างกรายเข้ามาในช่วงที่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงสุดท้ายของการเดินทางของเค้า Alex ก็ยอมรับมันด้วยความสงบเยือกเย็น พร้อมกับพาความทรงจำที่ดีกับพ่อและแม่ติดตัวไปกับเค้าด้วยในที่สุด และฉาำกจบคงจะสรุปคำพูดของนายทหารชราที่ Alex พบระหว่างทางได้เป็นอย่างดีว่า

"When you forgive, you love. And when you love, God's light shines on you."

มันคงต้องมีซํกครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนเราจำเป็นต้องกั้นกำแพงเพื่อขังตัวเองไว้ ก่อนที่ใครจะเ้ข้ามาทำร้ายให้เจ็บปวดไปชั่วชีวิต แต่ถ้าคิดในมุมกลับกันบางครั้งสิ่งที่ทำร้ายเรา มันก็คือแบบทดสอบครั้งสำคัญที่เืบื้องบนกำหนดให้เราเลือกที่จะเก็บความโกรธไว้กับตัวเองตลอดชีวิต หรือเลือกที่จะให้อภัย ซึ่งจะสามารถทำลายกำแพงทั้งหลายทั้งปวงรอบตัวเราให้ทลายลงได้ในพริบตานั่นเอง.

ส่วนตัวชอบเรื่องนี้มาก ถึงมากที่สุดเพราะความใฝ่ฝันที่สูงที่สุดในชีวิตก็คือการได้เดินทางตัวคนเดียวในแบบขบถ ๆ ดูซักครั้งนึง เพราะความกดดันจากทั้งสังคม ความจอมปลอม ผู้คนรอบข้าง ครอบครัว หรือแม้แต่วัตถุรอบตัว มันทำให้เราเหมือนอยู่ในกำแพงที่เราสร้างขึ้นมา กลับกลายเป็นกรงที่ขังตัวเองไว้อย่างนั้นไม่ให้ไปไหนได้ การจะปลดปล่อยตัวเองแบบบ้าๆ ซักครั้งโดยลืมตัวตนของตัวเองไป และกลับมาเกิดใหม่โดยปราศจากพันธนาการต่าง ๆ รวมไปถึงความเป็นตัวกู ของกู นั้น มันคงจะเป็นความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Another Earth (2011) : กับตัวตนที่หายไป

ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์ sci-fi ที่เี่กี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือ สิ่งอะไรก็ตามที่มันไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกกลม ๆ ใบนี้ เพราะมันทำให้รู้สึกตื่นเต้น คึกคัก อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ไม่สามารถเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

Another Earth ชื่อเรื่องก็บอกอยู่ชัดเจนว่า มันมีโลกอีกใบ อยู่บนนั้น น่าสนุกไหม อยู่ีดี ๆ ก็มีโลกอีกใบโผล่มาให้เห็นซึ่ง ๆ หน้า โลกที่เราเองก็คุ้นเคยดี เพียงแต่มันไม่ใช่โลกที่เรากำลังยืนอยู่ มันน่าค้นหาดีแท้

เมื่อดูไปเรื่อย ๆ หนังที่เราคิดว่ามันน่าจะมีมนุษย์ต่างดาวโผล่ มีฉากจานบิน ฉากนอกโลก มันกลับกลายเป็นหนังที่เป็นอะไรที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า ติดดิน เอามาก ๆ Another Earth เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหญิงที่ชื่อ Rhoda Williams ผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้เธอต้องเอาชนะจิตใจตัวเองอย่างใหญ่หลวง โดยมีเบื้องหลังเป็น ปฎิกิริยา ของผู้คนต่อเหตุการณ์ การค้นพบ "โลกใบที่ 2" ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอเองและนักประพันธ์เพลงชื่อดังอย่าง John Burroughs

การดำเนินเรื่องโดยนำความเป็น sci-fi เข้ามาเสริมให้เป็นหนังที่ไม่ราบเรียบจนเกินไป โดยยก "โลกใบที่ 2" ที่เหมือนโลกที่เราอยู่ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งตัวเราบนโลกใบนั้น ขึ้นมาเป็นตัวอุปมา อุปมัย เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเราเองนับเป็นรายละเีอียดที่ลึกซึ้งและกินใจมาก คำถามเกี่ยวกับ การมองตัวเราผ่านโลกอื่น การปล่อยวาง การค้นพบและให้อภัยตัวเอง เป็นหนึ่งในข้อความที่ผู้กำกับต้องการสื่อผ่านหนังไปถึงตัวผู้ชม ว่า ทุกวันนี้สิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราจนโตขึ้นมานั้น มันได้ทำให้เราหลงลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไปหรือเปล่า เรามีสังคม เราแคร์คนรอบข้าง เราช่วยเหลือใคร ๆ แต่เราลืมที่จะคุยกับตัวเองว่าเราต้องการอะไรไปหรือเปล่าและอีกข้อความที่หนังพยายามสื่อให้เห็นเป็นคำพูดที่ชัดเจนก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงแค่เรามองไปอีกด้านหนึ่งเท่านั้นเอง

ต้องยอมรับว่าตอนแรกที่ดู คาดหวังว่ามันคงเป็นหนังที่เผยให้เราเห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ในแบบที่เราคงจะอึ้งมาก ๆ แต่พอดู ๆ ไป ไอ้สิ่งที่เราคิดว่ามันไกลตัวมาก ที่แท้ ความสับสน ว้าวุ่นทั้งหลายมันอยู่ในใจเรานี่เอง หากเราไม่คุยกับตัวเอง ไม่ถามตัวเองว่าต้องการอะไร เราคงจะคอยตามหาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงไปเรื่อย ๆ เพราะแม้แต่ตัวเราเอง เรายังไม่รู้เลยว่าเราเป็นคนยังไง และ โลกใบที่ 2 จริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมเลย ถ้าเราคิดจะค้นมันให้เจอ...

วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ถ้าจะต้องเลือกสาว 30 สักคน.....

ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปซักสิบยี่สิบปีก่อนหน้านี้ การที่จะบอกใคร ๆ ว่าเรายัง "โสด" ในวัยสามสิบปี นี่คงจะมีคนแอบนินทากันให้แซด ถึงความ "ไม่มีใครเอา" จนต้องแบกสังขารมาจนอายุเข้าเลขสาม! ดูมันแก๊แก่ เอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้เอาเสียเลยน้ะ ไอ้เลขสามนี่

แต่ลองมาดูตอนนี้สิ สาวโสด เดินแทบจะชนกันตาย ไม่ต้องพูดถึงหลักสามหรอก หลักสี่ที่เป็นโสดก็เยอะอยู่ ยากที่จะหาเหตุผลมาบอกว่าทำไมคนอยู่กันเป็นโสดมากขึ้น เพราะต่างคนก็ต่างมีเหตุผลในการครองโสดของตัวเอง ความเป็นอิสระเสรีในการใช้ชีวิตก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ หรือผู้ชายกินกันเองซะเยอะ ก็ไม่รู้เหมือนกันสิ ชายแท้เหลือน้อยเต็มที จะให้ไปตบตีแย่งชิงก็คงเหนื่อยเปล่า สู้ทำมาหาเลี้ยงตัวเองดีกว่า ประมาณนั้น

ไอ้ความโสดในวัยสามสิบคงจะมีคนลืม ๆ เลือน ๆ กันไปถ้าไม่มีหนังที่เล่นกับเลขสามสิบ มาตอกย้ำกันให้เจ็บช้ำกันอีกระลอก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ค่ายหนังสองค่าย ถึงได้หยิบเอาเรื่อง ๆ เดียวกันมาเล่นเหมือนกับว่าโครงเรื่องของค่ายไหนก็ค่ายหนึ่งนี่แหละ ถูกขโมยไปบอกต่อ แล้วอีกค่ายก็จัดการเอามายำ ๆ ทำเกาเหลาใส่เนื้อเรื่องใหม่ให้มันไม่เหมือนกันเด๊ะ ๆ จนเกินไป มองในแง่ผู้บริโภคแล้วก็งง ๆ ดี เหตุการณ์มันเหมือนที่ครั้งหนึ่งหนังอนิเมชั่นของสองค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่ อย่าง Disney/Pixar และ Dreamworks เคยเล่นประเด็นเกี่ยวกับ "แมลง" ยังไงยังงั้น จำกันได้ไหม ก็ Antz (1998) กับ A Bug's life (1998) นั่นไง เล่นประเด็นเดียวกันแต่เนื้อเรื่องไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียวจนน่าเกลียดเกินไปนัก ถึงแม้จะมีกลิ่นกรุ่น ๆ ของกันและกันอยู่ก็ตาม

วกกลับมาที่สาวสามสิบทั้งสองของเรากันดีกว่า แรก ๆ เมื่อดูได้ทราบข่าวของหนังทั้งสองเรื่องนี้ดูไปแล้วช่างเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว "30+ โสด on sale" มุมแดง ถูกส่งขึ้นชกจากค่ายสหมงคลฟิล์ม และมุมน้ำเงิน "30 กำลังแจ๋ว" ถูกส่งโดยค่า M39

หนังเล่นเกี่ยวกับเลขสามทั้งคู่ และมีดาราแม่เหล็กหญิงระดับแนวหน้าทั้งคู่ เอากับเค้าสิ นี่มันรวมหัวกันหลอกเงินคนดูให้ไปดูทั้งสองเรื่องชัด ๆ

เมื่อหนังทั้งสองเรื่องเริ่มเปิดตัวแบบวับ ๆ แวม ๆ มองปราดแรก มุมแดงขอเรียกสั้น ๆ ว่า "โสดฯ" ดูมีภาษีเหนือกว่า มุมน้ำเงิน "30ฯ"อยู่หลายก้าว ไม่ต้องมองไปไหนไกล แค่ได้ผู้กำกับ "สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก" มานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง ก็แทบจะการันตีความซึ้งของหนังได้แล้ว และอีกทางหนึ่งที่ได้เปรียบเล็ก ๆ ก็คือ ตัวอย่างหนัง ของ "โสดฯ" ดูแล้วเข้าตากว่าตัวอย่างหนังของ 30ฯ
อยู่ก้าวหนึ่ง ยังไม่นับรวมที่หนัง "30ฯ" ตัดสินใจเลื่อนฉายจากเดิมเดือนตุลาคม ไปเป็นต้นเดือนพฤศจิกายน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของหนัง "30 กำลังแจ๋ว" ยิ่งดูมีภาษีน้อยเหลือเกินที่จะเข้ามาต่อกรกับ "โสดฯ" ได้

เพื่อความเท่าเทียมจึงรอจนได้ชมหนังทั้งสอง แล้วถึงเอามาเปรียบเทียบกัน....
หลังจากที่ได้ดูหนังจบทั้งสองเรื่อง มันทำให้รู้ได้เลยว่าค่ายไหนน่าจะเป็นเจ้าของพล็อตดั้งเดิมแต่แรก....

ความละเอียดอ่อน ในบทภาพยนตร์

ครั้งนี้คงต้องจิ้มนิ้วไปที่ค่าย m39 เจ้าของเรื่อง "30 กำลังแจ๋ว" มันมีความละเอียดอ่อนจนสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในเรื่อง ความเจ็บปวด ความอดกลั้น ความอึดอัดใจ ความเสียใจและความขำ มันดูแล้วจับต้องได้ เป็นอารมณ์ที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่จริง ๆ เป็นอะไรที่แม้กระทั่งออกจากโรงก็เอาไปคิดต่อได้ ถึงความรู้สึกพวกนี้

"โสดฯ" เปรียบได้กับหนัง โรแมนติคคอเมดี้ ที่ก็อปปี้มาจากหนังฮอลีวู้ดสมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมอยู่ในหนังเลย มันเหมือนให้นางเอกมาแสดงอะไรที่เวอร์ ๆ ให้คนดูได้ยิ้ม แต่มันเป็นยิ้มแบบที่ยิ้มแล้วก็จบไป ไม่ได้ยิ้มแบบตรึงใจซักเท่าไหร่ บทอ่อนเกินไปที่จะทำให้เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกและพระเอกนมันมีอยู่จริง และเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะไม่ได้อยู่ในโลกความเป็นจริงเกินไป

การแสดงของพระ-นาง

ยอมรับว่าเมื่อดู "30 กำลังแจ๋ว" ตอนต้น ๆ รู้สึกรำคาญบุคลิกของพระเอกน้อยเสียเหลือเกิน ดูแล้ว มันค่อนไปทางปัญญาอ่อนมากกว่าน่ารักน่าชังเหมือนที่ป้า ๆ ในเรื่องชื่นชมกัน แต่เมื่อดูไปเรื่อย ๆ กลับเริ่มรู้สึกถึงความรู้สึกภายในที่ถูกเก็บไว้ ความรักที่มีให้นางเอกคนสวยของเราอย่างจริงใจ จนทำให้อดแอบเชียร์อยู่ในใจลึก ๆ ไม่ได้ ส่วนนางเอกของเราในครั้งนี้ แสดงได้เป็นธรรมชาติมาก ดูแล้วเชื่อ ว่านี่คือ ผู้หญิงคนนึงเท่านั้น มีผิดหวัง มีสมหวัง ได้เหมือน ๆ กับคนทั่ว ๆ ไป ต้องยอมรับว่า อั้ม สลัดภาพซุปเปอร์สตาร์เมืองไทย ออกไปจนสิ้นซาก เพราะขณะที่ดู เราเชื่อว่านี่คือ จ๋า หญิงสาว คนนึงจริง ๆ ไม่ใช่ อั้ม ภัชราภา แต่อย่างใด

"โสดฯ" จะใจร้ายเกินไปไหม ถ้าจะบอกว่า พลอย ไม่เหมาะกับบทคอเมดี้ มันดูเก้ง ๆ ก้าง ๆ ไม่เป็นธรรมชาติ และดูแล้วมันคือ พลอย เฌอมาลย์ เอามาก ๆ ไม่ว่าจะแสดงเรื่องไหน เธอ ไม่สามารถสลัดภาพ พลอย ออกไปได้เลยซักเรื่อง ถึงแม้เรื่องที่จะทำได้ดีอย่าง ชั่วฟ้าดินสลาย เราก็ยังคิดว่านั่นคือ พลอย อยู่ดี เพียงแต่มันเป็นบทที่เข้ากับบุคลิกเธอเท่านั้น ส่วน เป้ อารักษ์ ก็ยังคงเป็น เป้ ในแบบที่ออกจะติงต๊องกว่าเก่า แต่ไม่รู้สิ มันไม่ได้รู้สึกเลยว่า เป้ ชอบพลอย และชอบเพราะอะไร และตั้งแต่ตอนไหนกัน มันเหมือนกับว่า คนทั้งคู่ตีบทไม่แตกเลยก็คงจะใช่


การดำเนินเรื่อง

เหมือนกับว่า โสดฯ จะดำเนินเรื่องให้เริ่มต้น และจบลง แบบไว ๆ เหมือนทำให้มันจบ ๆ เรื่องไป เป็นสูตรสำเร็จ ยัดมุขนั้นนิด มุขนี้หน่อย เหมือนเป็นหนังตลกมากกว่าเป็นหนังรักเรื่องนึง ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งให้สัมผัสได้เลย ไม่มีจริง ๆ เริ่มจาก อกหัก เจอผู้ชาย ไปเที่ยวกัน เจอคนใหม่ ไปเที่ยวกัน แอบหึงคนเก่า แล้วก็นึกได้ว่าชอบใคร มันสูตรสำเร็จเอามาก ๆ ถ้าจะขยายความลึกซึ้ง หรือความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ระหว่าง เป้ และ พลอย อีกซักนิด มันจะเสียเงิน หรือเสียกำลังคิดกว่านี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ บอกตรง ๆ ว่าคิดว่าพระนางคู่นี้รู้จักกันเต็มที่สามสี่วันเท่านั้น เลยไม่คิดว่า จะเอาเวลาที่ไหนมารักกันได้

"30 กำลังแจ๋ว" การดำเนินเรื่องละเมียดละไมกว่า โสดฯ หลายขุมอยู่มาก มีการสับเปลี่ยนไปมา ระหว่างความจริง ความหลัง มีที่มาที่ไปที่รองรับกันอยู่อย่างมีน้ำหนัก ไม่หลวมโครกเหมือน โสดฯ ที่เนื้อเรื่องกระโดดไปมาจับจุดไม่ได้เลย ถ้าจะบอกว่า ผู้กำกับ สิ่งเล็ก ๆ ทำเรื่องนี้ บางทีเราอาจจะเชื่อมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

หากจะบอกว่าผู้กำกับ โสดฯ พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ล้มเหลวในเรื่องนี้ ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก มันเหมือนกับว่าความสำเร็จจากเรื่อง สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก ทำให้หลงทางมากกว่า เพราะหากนับกันที่รายรับของหนัง สิ่งเล็ก ๆ และคู่แข่งคราวก่อนอย่าง กวน มึน โฮ จากค่าย GTH จะเห็นได้ว่า กวน มึน โฮ ประสบความสำเร็จในด้านรายรับจากการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้มากกว่า แต่ถ้ามองกันให้ดี ความสากลของหนัง สิ่งเล็ก ๆ ดังในหลายประเทศมากกว่าและดังยาวนานกว่า กวน มึน โฮ มากนัก เพราะพล็อตเรื่องที่มันลึกซึ้งและละเอียดอ่อนของ สิ่งเล็ก ๆ มันเป็นอะไรที่มีความสากล และเข้าถึงคนทุกชาติได้มากกว่านั้นเองจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม สิ่งเล็ก ๆ ถึงเป็นหนังในดวงใจของคนหลาย ๆ ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เลยไม่แน่ใจว่า คุณพุฒิพงศ์ อยากลองจับงานคล้าย ๆ กวน มึน โฮ บ้างหรืออย่างไร ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็สร้างลายเซ็นต์ในการทำหนังของตัวเองไว้ดีอยู่แล้ว ถึง โสดฯ จะไม่ประสบความสำเร็จในแง่คำวิจารณ์ แต่ก็ยังหวังว่า คุณพุฒิพงศ์ จะกลับมาอยู่ในแนวทางของตัวเองได้อีกครั้งในเรื่องหน้า ก็ได้แต่รอชม

ส่วนค่าย m39 ที่มีผู้กำกับหนังเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม อย่างคุณ คิง สมจริง ศรีสุภาพ ที่กลับมาสร้างความบันเทิงให้คอหนังโรงอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่ทำให้พวกเราต้องผิดหวังในผลงานเลย ก็ได้แต่หวังว่า หลังจากนี้ไป คนไทยคงจะได้ชมหนังดี ๆ จากสองผู้กำกับหนังรักมือเอกกันอีกซักรอบนึง เป็นการแก้มือในครั้งถัดไป เพราะที่สุดแล้ว การแข่งขัน ในแง่ดี มันจะทำให้มีแต่สิ่ง ๆ ดี ๆ เข้ามาในสังคมเรานั่นเอง