
.Rather than love, than money, than fait, than fame, than fairness...give me truth.
Christopher McCandless
ชีวิตที่ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ในตอนเด็ก ๆ บางครั้ง ก็ทำให้เชื่อใจคนยาก ความร้ายกาจ ความเกรี้ยวกราดของคนที่ทำต่อกันต่อหน้าเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่เข้าใจโลกของผู้ใหญ่อย่างแจ่มแจ้ง มันทำให้เกิดความไม่เข้าใจจิตใจของผู้คน ว่าแท้จริงแล้ว เป็นคนเช่นไร....และความไม่เข้าใจนั้น กลับกลายเป็นกำแพงแห่งความหวาดระแวงที่ค่อย ๆ ก่อขึ้นมาล้อมรอบตัวเอง เพียงเพื่อไม่ให้ใครมาแตะต้องส่วนที่เปราะบางที่สุดได้ นั่นก็คือ หัวใจ
Into the Wild เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ Christopher Candless (Emile Hirsch) ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยหมาด ๆ แต่กลับตัดสินใจที่จะทิ้งครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อไปตามหาความหมายของชีวิต โดยมีปมในใจด้วยเรื่องโกหกที่พ่อและแม่ของเขาเองสร้างภาพมาตลอดว่ามีชีวิตที่ปกติสุขดี รวมไปถึงความจริงที่คริสได้รับรู้มาจากญาิติเกี่ยวกับเรื่องที่แท้จริงที่ของพ่อกับแม่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่กลับตาลปัตรจากเรื่องที่เค้าได้ยินมาจากปากของพ่อแม่ตัวเองทั้งหมด จากปมเหล่านี้เองทำให้คริสเริ่มปิดตัวเอง ทำลายหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง เพื่อที่จะไปมีตัวตนในแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น คริสเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามตัวเองใหม่ เป็น Alexander Supertramp และได้ทำลายหลักฐานที่ระบุตัวตนเดิมของเค้าไปจนสิ้นซาก เพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแบบที่อยากเป็นโดยเดินทางไปเรื่อย ๆ และมีจุดหมายปลายทางคือ อลาสก้า...
เนื้อเรื่องในหนังเป็นการเดินทางผ่านเมืองต่างๆ จนไปถึงเมืองอลาสก้าของ Alex การพบปะผู้คนระหว่างทางทำให้เห็นถึงมุมมองของหนุ่ม Alex ได้ชัดเจน เค้าไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการสร้างความผูกพันธ์กับใครเพื่อที่จะทำให้เกิดความสุข แต่ต้องการความสุขที่มันมาเองโดยที่ไม่ต้องไปสรรหาอะไรให้ซับซ้อนมากมาย ก็แค่ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง เป็นอิสระจากทุกกฎเกณฑ์ อิสระจากสิ่งใดก็ตามที่มนุษย์เราอุปโลกขึ้นว่ามันสามารถสร้างความสุขให้เราได้
ถ้าจะถามว่าการที่ Alex ปิดกั้นตัวเองจากสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะความผูกพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และแน่วแน่ในชีวิตด้วยตัวคนเดียวขนาดนั้นจะทำให้เค้าได้พบกับความสุขอย่างที่เค้าใ่ฝ่ฝันอยากจะเจอหรือไม่ ใช่ เค้าพบความสุขในแบบที่เค้าอยากได้ แต่ในขณะเดียวกันความสุขนั้นก็ทำให้ Alex ได้รู้ว่า
"Happiness only real when shared"
ด้วยความคิดนี้เองทำให้เค้าเริ่มคิดถึงครอบครัว ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองและคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เค้าจะได้กลับไปบอกเล่าความสุขเหล่านี้ให้พวกเค้าได้ฟัง แต่โชคร้ายเหลือเกินที่ธรรมชาติที่เค้ารักแสนรักกลับกลายเป็นกับดักขังตัว Alex ไว้ไม่ให้จากไป และเมื่อความหิวโหยและความลำบากยากแค้นเริ่มย่างกรายเข้ามาในช่วงที่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงสุดท้ายของการเดินทางของเค้า Alex ก็ยอมรับมันด้วยความสงบเยือกเย็น พร้อมกับพาความทรงจำที่ดีกับพ่อและแม่ติดตัวไปกับเค้าด้วยในที่สุด และฉาำกจบคงจะสรุปคำพูดของนายทหารชราที่ Alex พบระหว่างทางได้เป็นอย่างดีว่า
"When you forgive, you love. And when you love, God's light shines on you."
มันคงต้องมีซํกครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนเราจำเป็นต้องกั้นกำแพงเพื่อขังตัวเองไว้ ก่อนที่ใครจะเ้ข้ามาทำร้ายให้เจ็บปวดไปชั่วชีวิต แต่ถ้าคิดในมุมกลับกันบางครั้งสิ่งที่ทำร้ายเรา มันก็คือแบบทดสอบครั้งสำคัญที่เืบื้องบนกำหนดให้เราเลือกที่จะเก็บความโกรธไว้กับตัวเองตลอดชีวิต หรือเลือกที่จะให้อภัย ซึ่งจะสามารถทำลายกำแพงทั้งหลายทั้งปวงรอบตัวเราให้ทลายลงได้ในพริบตานั่นเอง.
ส่วนตัวชอบเรื่องนี้มาก ถึงมากที่สุดเพราะความใฝ่ฝันที่สูงที่สุดในชีวิตก็คือการได้เดินทางตัวคนเดียวในแบบขบถ ๆ ดูซักครั้งนึง เพราะความกดดันจากทั้งสังคม ความจอมปลอม ผู้คนรอบข้าง ครอบครัว หรือแม้แต่วัตถุรอบตัว มันทำให้เราเหมือนอยู่ในกำแพงที่เราสร้างขึ้นมา กลับกลายเป็นกรงที่ขังตัวเองไว้อย่างนั้นไม่ให้ไปไหนได้ การจะปลดปล่อยตัวเองแบบบ้าๆ ซักครั้งโดยลืมตัวตนของตัวเองไป และกลับมาเกิดใหม่โดยปราศจากพันธนาการต่าง ๆ รวมไปถึงความเป็นตัวกู ของกู นั้น มันคงจะเป็นความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น