วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

50/50 (2011) : เมื่อถึงเวลาต้องเลือกข้าง

"You can't change your situation. The only think that you can change is how you choose to deal with it."

Katherine




ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง 50/50 ในจังหวะเวลาเดียวกับที่บ้านเราเจอสถานการณ์น้ำท่วมรายวัน ณ วันที่ดู ยังคงลุ้นอยู่ว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ไหม เพราะมีหลายเสียงบอกว่าโอกาสที่จะเกิด 50/50 เช่นเดียวกับที่พระเอกของเรื่อง อดัม (Joseph Gordon-Levitt) ได้ทราบจากอินเตอร์เน็ตว่าโรคมะเร็งที่เขาเพิ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์นั้นมีโอกาสรอดชีวิตเพียงแค่ 50/50.



จากข่าวร้ายกลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะไม่ว่าจะเป็นการเลือกอยู่กับ 50 ตัวไหน มันก็สามารถสอนเราได้ทั้งนั้น



ถ้าอดัมเลือกที่จะอยู่กับ 50 แรกที่แปลว่า รอดชีวิต เค้าก็จะได้รับรู้ว่าชีวิตนี้มีค่าแค่ไหน และการมีชีวิตอยู่ในทุก ๆ วันอย่างปกติสุขไร้โรคภัยนั้นมันแน่นอนเสียยิ่งกว่าความหวาดระแวงต่าง ๆ ในชีวิตที่เขาเคยมีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการไม่กล้าขับรถ เพราะคิดว่าอุบัติเหตุรถยนต์เป็นสาเหตุหลัก ๆ ของการเสียชีวิต การไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และคิดว่าการทำตัวถูกต้องตามกฎระเบียบทุกอย่างมันจะเป็นเครื่องมือยืนยันว่าชีวิตเค้าจะสมบูรณ์แบบ แต่เปล่าเลย ความเคร่งเครียดตลอดเวลาเหล่านี้ต่างหากมันกลับกลายเป็นตัวเร่งให้ชีวิตของเค้าให้สั้นขึ้นอีก



และถ้าอดัมเลือกที่จะอยู่กับ 50 หลัง ที่แปลว่า ไม่รอด เค้าก็ยังได้รับรู้อีกว่า ยังมีคนรอบตัวของเค้ามากมายที่รักและเป็นห่วงเค้าอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทตัวแสบสมัยเรียนอย่าง ไคล์น (Seth Rogan) ที่รักและแคร์อดัมมากจนไม่กล้าแสดงความรู้สึกสงสารออกมาให้เพื่อนได้รับรู้เพราะกลัวว่าจะไปกระทบใจของอดัมเอง ตรงจุดนี้แทบจะเรียกน้ำตาออกมาได้ทันที ในฉากที่อดัมได้รู้ความจริง ว่าจริง ๆ แล้วเพื่อนจอมแสบที่วัน ๆ นึกถึงแต่เรื่องเซ็กส์นั้น จริง ๆ แล้วรักเค้ามากแค่ไหน หรือแม้แต่แม่แท้ ๆ ของอดัมเอง ที่เหมือนจะเป็นผู้หญิงที่แกร่งไม่เคยรู้สึกอะไร ที่จริงแล้วก็มีจุดอ่อนแอเหมือนคนทั่ว ๆ ไปที่อดัมเองก็เพิ่งได้รู้



จะถือได้ว่า มะเร็งร้าย ที่กำลังจะคร่าชีวิตของอดัมในครั้งนี้ได้ช่วยเปลี่ยนมุมมองและทัศคติต่อการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างของอดัมไปอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับว่าแทนที่เราจะไปโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือคนนั้นคนนี้ ว่าทำให้เราแย่ ทำให้เราป่วย เราก็ยอมรับมันเสียและพยายามอยู่กับมันให้ได้ และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แสดงออกมาให้เห็นผ่านอารมณ์ขันของตัวละครทั้งอดัมและไคล์น ซึ่งสามารถทำให้เราน้ำตาซึมไปด้วยและหัวเราะไปด้วยในเวลาเดียวกัน



การเปลี่ยนแปลงของอดัมยังได้ช่วยรักษาหัวใจของจิตแพทย์ฝึกหัดที่เพิ่งอกหักจากคนรักอย่าง Katherine ให้กลับมามีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง อดัม ได้สอนให้ Katherine รู้ว่าหากเราเองไม่ยอมรับว่าเราป่วย ไม่ว่าจะป่วยกาย หรือป่วยใจ เราก็จะเอาความป่วยของเรานั้นไปทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ดั่งเช่นที่ Katherine เองก็ไม่สามารถเป็นจิตแพทย์ให้กับ อดัม ได้ เพราะสภาพจิตใจเธอเองยังไม่พร้อมที่จะดูแลใครได้นั่นเอง



หากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังยอดเยี่ยมของปี 2011 ก็คงจะไม่ประหลาดใจเลย เพราะมันทำให้เดินออกจากโรงหนังด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาแต่ก็ยังสามารถยิ้มออกมาได้นั่นเอง...

ไม่มีความคิดเห็น: