วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

Civil War : สงครามกลางเมืองที่ทุกคนถวิลหา?

เมื่อยังเป็นเด็ก กี่ครั้งที่ดูข่าวต่างประเทศแล้วเห็นประเทศนั้นประเทศนี้สู้รบกัน เกิดสงครามกลางเมือง หรือมีม็อบประท้วงดุเดือด ทำให้คิดอยู่เสมอว่า เราโชคดีแล้วที่ประเทศไทยไม่เป็นแบบเขาและไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรอย่างนี้ในประเทศไทย เพราะบ้านเมืองเรามีผู้คนที่เป็นมิตร ไปไหนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจให้แก่กันและกัน ฝรั่งมังค่าก็ชื่นชมบอกว่า "คนไทยใจดี" และสิ่งสำคัญที่สุด คนไทยทุกคนมีศูนย์รวมจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือ องค์พระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่มีแม้แต่ความคิดอยู่ในหัวเลยว่า ชาตินี้จะมีเหตุการณ์แบบที่เคยเห็นจากประเทศอื่นเกิดกับบ้านเมืองเราบ้าง มันคงเริ่มจากเหตุการณ์ฆ่ารายวันในภาคใต้เมื่อหลายปีก่อนหน้า แต่นั่นก็เป็นเพราะคนชาติอื่นเข้ามาทำลายความสงบ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าบ้านเราจะมีวันที่คนไทยด้วยกันแตกคอกันเองได้ จนเมื่อเกิดสงครามระหว่างสีนั่นเองที่ทำให้ความคิดแบบเด็ก ๆ เหล่านั้นเริ่มหดหายไปทีละน้อย

ไม่อยากจะเชื่อว่า ตอนนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความหวาดระแวงไปทั่วทุกพื้นที่ การจะทำความรู้จักกับใครซักคน ความระแวงอย่างหนึ่งมักเกิดอยู่ในใจ ว่าคน ๆ นี้ "สีอะไร" หากตัวแทนแห่งสีเหล่านั้นรู้จักแยกแยะ ว่าการเมืองเป็นความคิดส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน มันก็พอโล่งใจ แต่ในปัจจุบันมันกลับกลายเป็นว่า สีต่างกัน มันต้องเป็น "ศัตรู" กันไปเสียแล้ว เพื่อนบ้านที่เคยยิ้มให้กัน กลายเป็นคนที่ทักกันอย่างแกร็น ๆ เพื่อนร่วมงานไม่มองหน้ากันเพราะอยู่คนละข้าง คนในครอบครัวเดียวกันทะเลาะกันครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์เดิม ๆ มันยังดำเนินอยู่ แต่ในใจแต่ละคนนั้นมันได้สร้างกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว และสิ่งนี้เองที่ทำลายความไว้ใจซึ่งกันและกันไปจนหมดสิ้น หรือสังคมไทยที่น่ารักดั่งเช่นเมื่อรุ่นปู่ย่าตายายของเรามันจะมลายหายไปในยุคนี้เสียแล้ว

ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงต้องการให้เกิดความแตกแยกในประเทศ สีบางสี ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง เพื่ออะไร ? เพื่อที่ทุกคนจะได้กลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่พร้อม ๆ กันใช่หรือไม่ อาจเป็นเพราะคนสม้ยนี้ เกิดหลังจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในบ้านเรานานจนลืมกันไปแล้วว่า เหตุการณ์เหล่านั้นฝากบาดแผลอะไรให้ประเทศชาติและจิตใจคนไทยบ้าง สังคมที่อ่อนแอ บูชาแต่วัตถุทำให้คนเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ เคยคิดกันหรือไม่ว่า เมื่อเกิดสงคราม ชีวิตจะบัดซบเพียงใด ชีวิตที่ปกติสุขและมีสันติที่เรามีกันมาหลายสิบปีนี้ไม่พออีกหรือ เราเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไรกัน เคยคิดหรือไม่ว่า สงคราม จะนำอะไรมาสู่ชีวิตกันบ้าง ความแร้นแค้น อดอยาก ความสูญเสีย สูญสิ้น คงยังไม่เคยได้เจอกัน ถึงได้เรียกร้องอะไรมากมายเหลือเกิน

หากยังมองไม่เห็นภาพของสงครามกลางเมือง ก็ขอให้มองไปที่ภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองเหล่านี้ ที่น่าจะเป็นอุธาหรณ์ได้ว่า สงครามกลางเมืองนั้น มันไม่ได้น่าพิสมัยอย่างที่คิดกันไว้แม้แต่น้อย

1. Gone with the Wind (1939)
คงไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับภาพยนตร์คลาสสิคตลอดกาลอย่าง วิมานลอย เรื่องนี้ สงครามกลางเมืองของอเมริการะหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานกว่า 4 ปี และสูญเสียทหารไปทั้งสิ้น 640,000 นายไม่นับรวมการเสียชีวิตของพลเมืองที่ไม่สามารถประเมิณได้ ผลกระทบต่อผู้คน โดยเฉพาะตัวละครเอกในเรื่อง ทำให้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสงครามกลางเมืองของชาติอเมริกาได้ดี และหากได้อ่านหนังสือด้วยแล้วจะยิ่งเห็นความโหดร้ายของสงครามว่ามันทำให้ชีวิตที่เคยสุขสบายของผู้คนเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายเพียงใด ถึงแม้จะเป็นสงครามกลางเมืองแต่อย่างน้อยเค้าก็แบ่งฝ่ายชัดเจน ระหว่างรัฐเหนือกับใต้ ไม่เหมือนบ้านเราที่แบ่งฝ่ายกันไปทุกอำเภอทุกจังหวัด อย่างนี้คงหาความสามัคคีได้ยากเต็มที

2. Blood Diamond (2006)
สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 11 ปีในสาธารณรัฐเชียร์รา ลีโอน ที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฎ RUF (Revolutionary United Front) เหตุการณ์ที่ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปมากกว่าแสนคนและมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนเป็นผู้พิการถึง 2 ล้านคน นับเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาชนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องกลายมาเป้นตัวประกันให้กับฝ่ายกบฎและรัฐบาล ความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามครั้งนี้ ทำให้คิดได้ว่าเราโชคดีอย่างหนักที่ไม่ได้เกิดมาในประเทศนี้

สองเรื่องหลังอาจจะไม่สามารถเรียกว่า Civil War ได้อย่างเต็มปากนักแต่มันก็คือสงครามระหว่างคนเชื้อชาติเดียวกันนั่นเอง

3. Full Metal Jacket (1987)
คืบเข้ามาใกล้ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างเวียดนามกันบ้าง สงครามระหว่างเวียดนามเหนือ (ฝ่ายคอมมิวนิสต์) และเวียดนามใต้ (ฝ่ายประชาธิปไตย) ที่เกิดขึ้นหลังจากสนธิสัญญาสงบศึกที่เรียกว่า อนุสัญญาเจนีวา สาระสำคัญของสัญญาคือต้องการแบ่งเวียดนามออกเป็นสองประเทศ แต่ด้วยเหตุที่ต้องการรวมเวียดนามเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันนี้เองที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าคนชาติเดียวกันอย่างโหดเหี้ยมและทารุณ และยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี สงครามครั้งนี้เป็นบาดแผลของคนเวียดนามจนรัฐบาลถึงกับสร้างพิพิธภัณฑ์สงครามขึ้นมาในโฮจิมินท์ โดยแสดงภาพความทารุณต่าง ๆ ที่เกิดกับเชลยศึกและเหยื่อสงครามให้เห็นกันชัด ๆ และจัดให้นักเรียนมาทัศนศึกษาเพื่อให้ระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า ผลของสงครามนั้นโหดร้ายเพียงใด หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังสงครามเวียดนามที่ดูสมจริงที่สุด เพียงแต่เนื้อเรื่องจะเป็นมุมมองของทหารอเมริกันต่อความโหดเหี้ยมของสงครามและสงครามเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปในทางไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระชากอารมณ์ของคนดูได้ดีที่สุดเรื่องนึงทีเดียว

4. TAEGUKGI (2004)
สงครามเกาหลี ที่เกิดขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เปิดศึกยืดเยื้อกว่าสามปี และมีคนเสียชีวิตนับล้านคน ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแผร่ให้เห็นความผูกพันธ์ระหว่างพี่ชายและน้องชาย แต่สงครามก็ทำให้ความรักและความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ต้องมลายหายไป เมื่อพี่ชายที่หวังเพียงต้องการสู้รบเพื่อช่วยชีวิตน้องชายให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย กลับต้องเปลี่ยนเค้าให้กลายเป็นคนบ้าสงครามและบ้าอำนาจ จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสอง เรื่องนี้เปิดประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องจิตใจของคน ซึ่งยากแก่การคาดเดา สิ่งที่คน ๆ หนึ่งทำอาจเป็นสิ่งที่ผิดในสายตาของอีกคน แต่สิ่งนั้น อาจกลายเป็นสิ่งถูกของเค้าก็เป็นได้ สงครามเกาหลีครั้งนี้สร้างบาดแผลให้กับคนเกาหลีไม่แพ้สงครามเวียดนามเลยทีเดียว

จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ยกมาทั้ง 4 เรื่อง 4 สงครามนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เมื่อใดก็ตามที่สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีวันที่จะจบลงในสามวันเจ็ดวันอย่างที่คนสมองกลวงหลาย ๆ คนพยายามจะสร้างให้มันเกิดขึ้นในประเทศเราอย่างแน่นอน แต่กลับจะยืดเยี้อไปอีกหลายปี และความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ถ้าหากทุกคนตระหนักถึงอุทาหรณ์ทึ่ภาพยนตร์เหล่านี้สร้างไว้แล้ว ความสามัคคีของคนในชาติก็คงจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน