เข้าเรื่องดีกว่า เห็นข่าวตัวเลขการเงินแย่ ๆ มามากแล้ว เบื่อ อยากเห็นตัวเลขอะไรที่มันจรรโลงใจกับเค้าบ้าง เลยเอาข้อมูลรายได้ของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมาดูเล่น ๆ ดีกว่า ว่าอเมริกันชน ชนชาติที่พัฒนาและสูงส่งในสายตาคนไทยนั้น เค้าชอบดูหนังประเภทไหนกันนะบ้านเค้าถึงได้พัฒนาก้าวหน้าล้ำขนาดนี้

จากภาพจะเห็นว่าประเภทของภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในปี 2008 เป็นได้ดังนี้
อันดับ 1 : ภาพยนตร์ประเภท COMEDY ความตลกขบขัน ครองส่วนแบ่งในตลาดไป 30% คาดการณ์ด้วยความโลกแคบแบบส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะเป็นเพราะชาวอเมริกันเกิดความเครียดในภาวะเศรษฐกิจอย่างแรง จึงเลือกออกไปดูหนังเพื่อคลายเครียดและถ้าให้เลือกเสียเงินเพื่อดูหนังคลายเครียด หนังเรื่องนั้นน่าจะเป็นหนังตลก เพราะถ้ากำลังเครียดแล้วไปดูหนัง Drama หนังชีวิตรันทดอาจจะทำให้ยิ่งเครียดขึ้นไปใหญ่ อันนี้ใคร ๆ ก็คงรู้ ไม่ต้องอยู่ในชาติที่พัฒนาแล้วก็คงรู้มั้ง ไหน ๆ ก็เกริ่นนำเรื่องเศรษฐกิจมาแล้วขอวิเคราะห์ในแง่การตลาดและการลงทุนเสียหน่อยเพื่อไม่ให้ตกกระแส หนังประเภทนี้นายทุนชอบเพราะลงทุนไม่มากแต่กำไรงาม Margin สูงว่างั้นเหอะ อ้าว ใครกำลังตกงาน รักหนังและอยากได้เงินก็รีบทำหนังตลกออกมาให้มาก ๆ นะ ยิ่งฉายในประเทศไทยยิ่งขายดี รับรองไม่เจ๊งแน่นอน ฟันธง!
อันดับ 2 : ภาพยนตร์ประเภท ACTION ภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญ ฆ่ากันเลือดสาด ยิงกันทีเปลืองกระสุนเป็นลัง ๆ หนังประเภททุ่มทุนสร้างชนิดนี้ไต่อันดับจากที่ 3 เมื่อปี 2007 ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในปี 2008 เพราะอะไรกันนะ คนเรามันเครียดขึ้นมั้งเพราะเศรษฐกิจอีกดิ ทำให้เครียด เลยอยากดูอะไรที่มันโหด ๆ สะใจ ๆ มันก็ได้ระบายไปอีกทางหนึ่ง ประมาณว่าชีวิตจริงทำอะไรเวอร์ ๆ บ้า ๆ กล้า ๆ ไม่ได้ เลยต้องมาดูหนังเพื่อสนองความบ้าบิ่นของตัวเองแทน วิเคราะห์แง่เศรษฐกิจ หนังชนิดนี้ ถ้าทำแล้วไม่แน่ใจว่าได้ตังค์ อย่าทำ เพราะอย่างน้อยต้องซื้อรถมาระเบิดซักคันสองคันเป็นอย่างต่ำ ไหนจะค่า Special effect อีก อย่าเลย ช่วงนี้เงินฝืด เอาตังค์มานั่งดูอย่างเดียวดีกว่า
อันดับ 3 : ภาพยนตร์ประเภท ADVENTURE ภาพยนตร์ผจญภัย เหนือจริง หากเทียบกับปี 2007 แล้ว ภาพยนตร์ประเภทนี้ยังมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใกล้เคียงปีก่อนมาก แต่เพราะภาพยนตร์ ACTION ทำรายได้มากขึ้นทั้ง ๆ ที่จำนวนเรื่องที่เข้าฉายเท่าเดิม ผิดกับ ADVENTURE ที่จำนวนเรื่องมากขึ้นจากเดิมถึง 10 เรื่องแต่รายได้กลับไม่ได้ดีเท่าปี 2007 จึงทำให้ถูกถีบตกจากอันดับที่สองในที่สุด
วิเคราะห์แล้วคิดว่า อย่าสร้างดีกว่า เพราะลงทุนพอ ๆ กับ ACTION เลยเชียวล่ะ ด้วยเศรษฐกิจในตอนนี้คนอาจจะเข้าถึงสัจธรรมของความเป็นจริงแล้วก็ได้ว่าสิ่งพวกนี้คือภาพมายา เกินจริงเลยไม่ยอมเสียเงินเข้าไปซื้อตั๋วดูกัน รอให้เรี่ยวแรงของคนอเมริกันกลับมามื่อไหร่ ก็คงจะได้เริงร่ากับหนังประเภทนี้กันใหม่
อันดับ 4 : ภาพยนตร์ประเภท DRAMA ว่ากันว่าการดูหนังชีวิตดี ๆ เรื่องหนึ่งมันเพิ่มประสบการณ์การมองชีวิตให้กว้างขึ้น โดยที่ไม่ต้องประสบด้วยตัวเอง การดูหนังดราม่าบ่อย ๆ ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้น มองเห็นอะไรหลายมิติขึ้นและท้ายที่สุด ทำให้เรายอมรับกับความจริงได้ง่ายขึ้น เพราะโลกในความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเลิศหรูเหมือนในนิยาย การที่คนไทยไม่ชอบดูหนังดราม่าทำให้คนไทยหลงกับค่านิยมผิด ๆ ตลอดเวลา มองวัตถุมากกว่าจิตใจคน หนังดราม่าดี ๆ ของไทยมีไม่กี่เรื่อง อย่านับรวมละครหลังข่าวว่าเป็นละครชีวิต เพราะค่านิยมต่าง ๆ ในละครมันเป็นอะไรที่ปรุงแต่งจนเกินความจริงและไม่ได้ทิ้งข้อคิดอะไรมากไปกว่า ผู้ชายรวยและคนสวยต้องคู่กัน แต่เท่าที่เคยเห็นหนังดราม่าของไทยที่ถูกสร้างขึ้นมา ทุกเรื่องไม่มีผู้กำกับท่านไหนทำแบบสุกเอาเผากิน เพราะขึ้นชื่อว่าทำหนังชีวิตแล้ว ผู้สร้างคงรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าจะหวังหารายได้ถล่มทะลายนั้นน้อยมาก เลยเน้นที่คุณภาพมากกว่าการตลาด เราจึงยังพอมีหนังไทยดี ๆ ประดับประเทศกับเค้าบ้างเหมือนกัน หนังดราม่าของชาวตะวันตกนั้นถูกสร้างมาเยอะมากในแต่ละปีซึ่งแค่ปี 2008 มีหนังดราม่าถูกสร้างขึ้นถึง 249 เรื่องด้วยกัน เพียงแต่ว่า โรงภาพยนตร์ในบ้านเราเอามาฉายนับเรื่องได้ นอกเสียจากว่าต้องคอยไปตามดูตามโรงภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง Apex หรือ House RCA เท่านั้น นับว่าเสียดายแทนคนไทย เพราะสังคมตอนนี้ค่อนข้างเปิดกว้างให้กับทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ได้มีโอกาศให้เลือกมากเท่าไหร่นักนั่นเอง เราจึงถูกจำกัดอยู่กับความคิดเดิม ๆ ทำอะไรแบบเดิม ๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและนับวันมันจะยิ่งเลวร้ายลงไปด้วยซ้ำ เพราะค่านิยมที่ถูกสั่งสมมามันเริ่มบิดเบือนเพี้ยนไปอย่างร้ายกาจ ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งหนังดราม่าจะขึ้นชั้นติดอันดับหนึ่งในห้าได้ในบ้านเราบ้าง
อันดับที่เหลือเป็นภาพยนตร์ประเภท Thirller/Suspense ฆาตรกรรม สืบสวนสอบสวน , Romantic Comedy รักกุ๊กกิ๊ก , Horror สยองขวัญสั่นประสาท , Musical หนังเพลง , Documentary สารคดี และ Concert /Performance คอนเสิร์ตและการแสดงต่าง ๆ ซึ่งเป็นไม้ประดับให้กับวงการภาพยนตร์ซึ่งหนังเด่น ๆ ในแต่ละปีจากประเภทเหล่านี้จะหาได้ยากกว่าหนังสี่อันดับข้างต้น วงการภาพยนตร์ที่บูมสุดขีดของอเมริกันชน เป็นที่น่าอิจฉาของหลายประเทศและทำเงินเข้าประเทศมหาศาล ซึ่งรัฐบาลเราคงต้องมานั่งคิดกันบ้างแล้วว่า เราจะทำได้อย่างเค้าไหม ในเมื่อธุรกิจบันเทิงเป็นอะไรที่ไม่เคยตาย ดูอย่าง Bollywood ของอินเดียนั่นสิ เค้าไม่จำเป็นต้องส่งออกหนังของตัวเองมากเท่าฮอลลีวู้ดแต่กระแสบ้าหนังของบ้านเค้าก็ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่ผลิตหนังออกมามากที่สุดในโลก ก็ต้องคิดดูกันล่ะว่า รัฐบาลจะเอา หรือ ไม่เอากับอุตสาหกรรมนี้







