วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ประเภทหนังฮิตในอเมริกาประจำปี 2008

เศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ทำให้คนใจเสียไปตาม ๆ กัน เพราะอ่านข่าวกี่ที ๆ ก็มีแต่การเอาสถิติ เอาตัวเลขที่ติดลบมานำเสนอให้ชาวโลกใจฝ่อซะอย่างนั้น ไหนจะมูลค่าการส่งออกติดลบ จำนวนพนักงานที่ถูกปลดหลักพันหลักหมื่น ดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลงแทบเหลือศูนย์ ตัวเลขขาดทุนในรอบสิบปี ยี่สิบปี ข่าวคนฆ่าตัวตายเพราะเศรษฐกิจบ้าง หุ้นตกบ้าง โอ้ว นี่โลกเราจะถึงกาลวิบัติแล้วเหรอ แต่ถ้าจะพยายามคิดให้มันเป็นบวก ก็คงต้องคิดว่าการที่เศรษฐกิจมันวิบัติทั่วโลกแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียหมดหรอก เพราะอย่างน้อย มันก็โดนผลกระทบกันทั้งโลก ไม่ได้เราคนเดียวเสียหน่อยที่ยากจนลง ของแพงขึ้น ก็ให้มันแพงไป จะมีซักกี่คนที่มีปัญญาซื้อ เดี๋ยวมันขายไม่ได้ มันก็ลดราคาลงมาเองนั่นแหละ ขายได้น้อยมันก็ดีกว่าขายไม่ได้เลย จริงไหมล่ะ ตอนนี้กำลังรอดูอยู่ว่าเมื่อไหร่เจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวจะลดราคาห้องพักของตัวเองลงมาเสียที มัวแต่ไปรอให้ฝรั่งต่างชาติมาเที่ยวโดยที่ไม่สนใจนักท่องเที่ยวไทยก็คงเป็นการรอวันตาย เพราะฝรั่งบทจะงกขึ้นมามันงกยิ่งกว่าคนไทยเสียอีกจะบอกให้ มันคงควักเงินซื้อตั๋วเครื่องบินราคาแพงเพื่อมาพักห้องราคาถูก ๆ หรอก รอไปเหอะ ไม่ไหวเมื่อไหร่ก็ประกาศด้วยแล้วจะไปเที่ยวช่วยชาติซักครั้ง ถึงแม้ว่าไปทีไรก็โดนปฎิบัติเยี่ยงชนชั้นสองของประเทศก็เหอะ เงินที่จ่ายก็เงินบาทเหมือนกัน แต่ถ้าอยากได้ดอลล่าห์ก็จะไปแลกให้ เห็นอยากได้นัก เดี๋ยวจัดให้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมชาติไทยเป็นชาติที่ดูถูกคนชาติเดียวกันได้ขนาดนี้ ช่างเป็นชาติที่น่าสงสารจริง ๆ บางคนแม้กระทั่งหนังไทยยังไม่ดูเพราะขึ้นชื่อว่าหนังไทย ซึ่งก็เข้าใจในระดับหนึ่งเพราะมันมีที่มาที่ไป หนังไทยหลาย ๆ เรืองมันก็ทำได้น่าผิดหวัง เสียดายเงิน แต่ไอ้เรื่องที่ดีจริง ๆ มันก็ควรสนับสนุนและให้โอกาส เพื่อให้ผู้สร้างมีกำลังใจสร้างหนังดี ๆ ที่ไม่ใช่หนังผี หนังตลก และหนังผีตลกเท่านั้น


เข้าเรื่องดีกว่า เห็นข่าวตัวเลขการเงินแย่ ๆ มามากแล้ว เบื่อ อยากเห็นตัวเลขอะไรที่มันจรรโลงใจกับเค้าบ้าง เลยเอาข้อมูลรายได้ของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมาดูเล่น ๆ ดีกว่า ว่าอเมริกันชน ชนชาติที่พัฒนาและสูงส่งในสายตาคนไทยนั้น เค้าชอบดูหนังประเภทไหนกันนะบ้านเค้าถึงได้พัฒนาก้าวหน้าล้ำขนาดนี้





จากภาพจะเห็นว่าประเภทของภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในปี 2008 เป็นได้ดังนี้

อันดับ 1 : ภาพยนตร์ประเภท COMEDY ความตลกขบขัน ครองส่วนแบ่งในตลาดไป 30% คาดการณ์ด้วยความโลกแคบแบบส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะเป็นเพราะชาวอเมริกันเกิดความเครียดในภาวะเศรษฐกิจอย่างแรง จึงเลือกออกไปดูหนังเพื่อคลายเครียดและถ้าให้เลือกเสียเงินเพื่อดูหนังคลายเครียด หนังเรื่องนั้นน่าจะเป็นหนังตลก เพราะถ้ากำลังเครียดแล้วไปดูหนัง Drama หนังชีวิตรันทดอาจจะทำให้ยิ่งเครียดขึ้นไปใหญ่ อันนี้ใคร ๆ ก็คงรู้ ไม่ต้องอยู่ในชาติที่พัฒนาแล้วก็คงรู้มั้ง ไหน ๆ ก็เกริ่นนำเรื่องเศรษฐกิจมาแล้วขอวิเคราะห์ในแง่การตลาดและการลงทุนเสียหน่อยเพื่อไม่ให้ตกกระแส หนังประเภทนี้นายทุนชอบเพราะลงทุนไม่มากแต่กำไรงาม Margin สูงว่างั้นเหอะ อ้าว ใครกำลังตกงาน รักหนังและอยากได้เงินก็รีบทำหนังตลกออกมาให้มาก ๆ นะ ยิ่งฉายในประเทศไทยยิ่งขายดี รับรองไม่เจ๊งแน่นอน ฟันธง!


อันดับ 2 : ภาพยนตร์ประเภท ACTION ภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญ ฆ่ากันเลือดสาด ยิงกันทีเปลืองกระสุนเป็นลัง ๆ หนังประเภททุ่มทุนสร้างชนิดนี้ไต่อันดับจากที่ 3 เมื่อปี 2007 ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในปี 2008 เพราะอะไรกันนะ คนเรามันเครียดขึ้นมั้งเพราะเศรษฐกิจอีกดิ ทำให้เครียด เลยอยากดูอะไรที่มันโหด ๆ สะใจ ๆ มันก็ได้ระบายไปอีกทางหนึ่ง ประมาณว่าชีวิตจริงทำอะไรเวอร์ ๆ บ้า ๆ กล้า ๆ ไม่ได้ เลยต้องมาดูหนังเพื่อสนองความบ้าบิ่นของตัวเองแทน วิเคราะห์แง่เศรษฐกิจ หนังชนิดนี้ ถ้าทำแล้วไม่แน่ใจว่าได้ตังค์ อย่าทำ เพราะอย่างน้อยต้องซื้อรถมาระเบิดซักคันสองคันเป็นอย่างต่ำ ไหนจะค่า Special effect อีก อย่าเลย ช่วงนี้เงินฝืด เอาตังค์มานั่งดูอย่างเดียวดีกว่า


อันดับ 3 : ภาพยนตร์ประเภท ADVENTURE ภาพยนตร์ผจญภัย เหนือจริง หากเทียบกับปี 2007 แล้ว ภาพยนตร์ประเภทนี้ยังมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใกล้เคียงปีก่อนมาก แต่เพราะภาพยนตร์ ACTION ทำรายได้มากขึ้นทั้ง ๆ ที่จำนวนเรื่องที่เข้าฉายเท่าเดิม ผิดกับ ADVENTURE ที่จำนวนเรื่องมากขึ้นจากเดิมถึง 10 เรื่องแต่รายได้กลับไม่ได้ดีเท่าปี 2007 จึงทำให้ถูกถีบตกจากอันดับที่สองในที่สุด
วิเคราะห์แล้วคิดว่า อย่าสร้างดีกว่า เพราะลงทุนพอ ๆ กับ ACTION เลยเชียวล่ะ ด้วยเศรษฐกิจในตอนนี้คนอาจจะเข้าถึงสัจธรรมของความเป็นจริงแล้วก็ได้ว่าสิ่งพวกนี้คือภาพมายา เกินจริงเลยไม่ยอมเสียเงินเข้าไปซื้อตั๋วดูกัน รอให้เรี่ยวแรงของคนอเมริกันกลับมามื่อไหร่ ก็คงจะได้เริงร่ากับหนังประเภทนี้กันใหม่

อันดับ 4 : ภาพยนตร์ประเภท DRAMA ว่ากันว่าการดูหนังชีวิตดี ๆ เรื่องหนึ่งมันเพิ่มประสบการณ์การมองชีวิตให้กว้างขึ้น โดยที่ไม่ต้องประสบด้วยตัวเอง การดูหนังดราม่าบ่อย ๆ ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้น มองเห็นอะไรหลายมิติขึ้นและท้ายที่สุด ทำให้เรายอมรับกับความจริงได้ง่ายขึ้น เพราะโลกในความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเลิศหรูเหมือนในนิยาย การที่คนไทยไม่ชอบดูหนังดราม่าทำให้คนไทยหลงกับค่านิยมผิด ๆ ตลอดเวลา มองวัตถุมากกว่าจิตใจคน หนังดราม่าดี ๆ ของไทยมีไม่กี่เรื่อง อย่านับรวมละครหลังข่าวว่าเป็นละครชีวิต เพราะค่านิยมต่าง ๆ ในละครมันเป็นอะไรที่ปรุงแต่งจนเกินความจริงและไม่ได้ทิ้งข้อคิดอะไรมากไปกว่า ผู้ชายรวยและคนสวยต้องคู่กัน แต่เท่าที่เคยเห็นหนังดราม่าของไทยที่ถูกสร้างขึ้นมา ทุกเรื่องไม่มีผู้กำกับท่านไหนทำแบบสุกเอาเผากิน เพราะขึ้นชื่อว่าทำหนังชีวิตแล้ว ผู้สร้างคงรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าจะหวังหารายได้ถล่มทะลายนั้นน้อยมาก เลยเน้นที่คุณภาพมากกว่าการตลาด เราจึงยังพอมีหนังไทยดี ๆ ประดับประเทศกับเค้าบ้างเหมือนกัน หนังดราม่าของชาวตะวันตกนั้นถูกสร้างมาเยอะมากในแต่ละปีซึ่งแค่ปี 2008 มีหนังดราม่าถูกสร้างขึ้นถึง 249 เรื่องด้วยกัน เพียงแต่ว่า โรงภาพยนตร์ในบ้านเราเอามาฉายนับเรื่องได้ นอกเสียจากว่าต้องคอยไปตามดูตามโรงภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง Apex หรือ House RCA เท่านั้น นับว่าเสียดายแทนคนไทย เพราะสังคมตอนนี้ค่อนข้างเปิดกว้างให้กับทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ได้มีโอกาศให้เลือกมากเท่าไหร่นักนั่นเอง เราจึงถูกจำกัดอยู่กับความคิดเดิม ๆ ทำอะไรแบบเดิม ๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและนับวันมันจะยิ่งเลวร้ายลงไปด้วยซ้ำ เพราะค่านิยมที่ถูกสั่งสมมามันเริ่มบิดเบือนเพี้ยนไปอย่างร้ายกาจ ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งหนังดราม่าจะขึ้นชั้นติดอันดับหนึ่งในห้าได้ในบ้านเราบ้าง

อันดับที่เหลือเป็นภาพยนตร์ประเภท Thirller/Suspense ฆาตรกรรม สืบสวนสอบสวน , Romantic Comedy รักกุ๊กกิ๊ก , Horror สยองขวัญสั่นประสาท , Musical หนังเพลง , Documentary สารคดี และ Concert /Performance คอนเสิร์ตและการแสดงต่าง ๆ ซึ่งเป็นไม้ประดับให้กับวงการภาพยนตร์ซึ่งหนังเด่น ๆ ในแต่ละปีจากประเภทเหล่านี้จะหาได้ยากกว่าหนังสี่อันดับข้างต้น วงการภาพยนตร์ที่บูมสุดขีดของอเมริกันชน เป็นที่น่าอิจฉาของหลายประเทศและทำเงินเข้าประเทศมหาศาล ซึ่งรัฐบาลเราคงต้องมานั่งคิดกันบ้างแล้วว่า เราจะทำได้อย่างเค้าไหม ในเมื่อธุรกิจบันเทิงเป็นอะไรที่ไม่เคยตาย ดูอย่าง Bollywood ของอินเดียนั่นสิ เค้าไม่จำเป็นต้องส่งออกหนังของตัวเองมากเท่าฮอลลีวู้ดแต่กระแสบ้าหนังของบ้านเค้าก็ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่ผลิตหนังออกมามากที่สุดในโลก ก็ต้องคิดดูกันล่ะว่า รัฐบาลจะเอา หรือ ไม่เอากับอุตสาหกรรมนี้

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ประมวลภาพงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 81

ร่วมไว้อาลัยแด่ Heath Ledger

ความภูมิใจของเอเชีย กับ Yojiro Takita ผู้กำกับและทีมผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติยอดเยี่ยม : Departures


ครอบครัวของ Heath Ledger ที่ได้รับรางวัลสมทบชายยอดเยี่ยม (Dark Knight) มารับรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่บุตรชาย


ซ้าย : Sally Ledger , มารดา


กลาง : Kim Ledger , บิดา


ขวา : Kate , น้องสาว


สุดยอดผู้กำกับ : Danny Boyld (Slumdog Millionaire)


Host ประจำงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 81 : Huge Jackman





นำชายยอดเยี่ยม : Sean Penn (Milk)
นำหญิงยอดเยี่ยม : Kate Winslet (The Reader)
สบทบหญิงยอดเยี่ยม : Penelope Cruz (Vicky Christina Barcelona)

ในที่สุดงานประกาศผลออสการ์ก็จบลงด้วยดี หลังจากที่รอลุ้นกันว่าปีนี้จะมีหนังแนวไหนขึ้นแท่นกลายเป็นหนังยอดเยี่ยมของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด และหนังกระแสแรงอย่าง Slumdog Millionaire ก็เป็นฝ่ายคว้ารางวัลไปครองถึง 8 ตัว โอ้วแม่เจ้า อย่างนี้ต้องรีบไปหามาดูเร็ว ๆ แล้วว่ามันดียังไง แต่ขึ้นชื่อผู้กำกับ Danny Boyld แล้ว เชื่อว่าหนังเรื่องนี้มันคงสะท้อนถึงแก่นแท้ของมนุษย์ได้ถึงรากเหง้าแน่ ๆ เอ้อ เมื่อไหร่บ้านเรามันจะมีหนังออสการ์ฉายครบ ๆ ก่อนวันประกาศผลเสียที ไม่ต้องมากั๊กว่า หนังจะได้รางวัลหรือไม่ได้ เพราะทุกเรื่องที่เข้าชิงมันก็ต้องรับประกันคุณภาพทุกเรื่องนั่นแหละ คนบ้านเราจะได้รู้บ้างว่าหนังน่ะมันไม่ได้มีแค่สามประเภทที่ดูกันอย่าง หนังตลก หนังผี และหนังผีตลก เสียหน่อย พ่อแม่พี่น้อง หรือเพื่อน ๆ ที่บ้านจะได้ไม่ด่าเวลาจะไปดูหนังว่ามันเป็นอะไรที่ไร้สาระเพราะหนังดี ๆ น่ะ ถ้าดูแล้วคิดตามไปด้วย มันเปลี่ยนความคิดคนได้จริง ๆ นะเออไม่อย่างนั้นฝรั่งมังค่ามันจะดูหนังกันเอาเป็นเอาตายขนาดนี้เหรอ





วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

The Curious Case of Benjamin Botton (2008) : ชีวิต ความรัก และความทรงจำ






คนเราทุกคนคงเคยมีช่วงเวลาที่ดีไม่ว่าช่วงชีวิตใดช่วงชีวิตหนึ่ง และเวลาประทับใจด้วยเรื่องอะไรมันมักจะวนอยู่ในความทรงจำและไม่ว่าจะเล่ามันซักกี่ครั้ง ความรู้สึกที่ดีมันก็ยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม ความรู้สึกที่ถึงแม้มันจะผ่านไปนานแล้วหรือว่ามันจะจบไปแล้ว แต่เมื่อได้เล่าหรือได้นึกถึงมัน ก็ทำให้ใจเรากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมา จะว่าไป ความทรงจำที่ดี มันก็คือน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ชีวิตคนเราคงอยู่ต่อไปได้นั่นเอง


ผู้สร้างภาพยนตร์ล่าออสการ์ทั้งหลายจึงมักจับเอาเรื่องราวที่เล่าขึ้นมาจากความทรงจำเหล่านั้นมาทำรื่องแล้วเรื่องเล่า จึงไม่แปลกใจเลยว่า หนังที่หลายคนตั้งตารอคอยมานานอย่างเรื่อง Curious Case of Benjamin Botton เรื่องนี้จะมีกลิ่นอายของ Forrest Gump (1994) อยู่ลาง ๆ เคล้ายกับเรื่องสองเรื่องนี้เดินขนานกันอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เรื่องราวทั้งชีวิตของชายหนุ่มที่มีความผิดปกติดำเนินผ่านเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของอเมริกา หรือแม้แต่การได้รู้จักกับหญิงสาวที่มีจิตใจเปิดกว้างต่อความผิดปกติ และมีความฝันที่ชัดเจน แต่ถ้าให้เปรียบกันตรง ๆ ต้องยอมรับว่า Benjamin ยังเป็นรอง Mr.Gump อยู่หลายขุม เพราะบทที่ Brad Pitts ได้รับนั้นมันเด่นด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว และต้องใช้เทคนิคแต่งหน้าเข้ามาช่วยทำให้ดูแก่ มันเลยทำให้ไม่สามารถรีดความสามารถของ Pitts ออกมาได้เท่ากับที่ Tom Hank ทำตัวเป็นคนตัวเป็น ๆ ใช้การแสดงหลอกคนดูล้วน ๆ ไม่ได้ แต่หลายเสียงก็ออกมายอมรับว่า Pitts แสดงเรื่องนี้ได้ติดดินดูเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่สุดเท่าที่เค้าได้เคยแสดงมา


เนื้อเรื่องโดยรวม Benjamin ถือเป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศ ทุกวัย เพราะมีหลากหลายอารมณ์ปนเปกันอยู่ข้างใน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความตลกขบขันในลักษณะทางกายภาพและการที่ผู้คนปฎิบัติต่อเบนจามินเมื่อยังแก่ (วัยเด็ก) และต้องคอยลุ้นให้เค้าแก่ เพื่อที่จะได้เห็นความเป็นหนุ่มของเขา (งงดีจริง) ระยะเวลาที่เบนจามินต้องอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น และทำให้อมยิ้มได้ตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้ ความประทับใจในรักแท้ของเบนจามินและเดซี่ นางเอกของเรื่องที่มองทุกอย่างเป็นบวกและมีแรงบันดาลใจที่จะทำตามความฝันตลอดเวลา ความรักของสองคนนี้เองที่เกือบทำให้น้ำตาไหลในตอนจบ การแสดงและความสวยสง่างามของ Cate Blanchett สมบูรณ์แบบดั่งเช่นทุกครั้งที่เธอแสดง จะว่าลำเอียงก็คงไม่ใช่ เพราะเธอก็ทำได้ดีทุกครั้งไม่ว่าจะรับบทไหน จึงไม่แปลกใจเลยที่ตอนนี้สาวเคท ได้กลายมาเป็นดาราขาประจำของหนังออสการ์ไปเสียแล้ว อีกคนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีชีวิตชีวาคงหนีไม่พ้น Taraji P.Henson ผู้รับบท Queenie แม่บุญธรรมผู้รับเลี้ยงเบนจามินนั่นเอง ต้องยอมรับว่าทุกฉากที่มีเธอปรากฎตัว สามารถสร้างความประทับใจได้ทุกครั้ง เพราะเธอทำให้คนดูรู้สึกว่ามันมีความผูกพันบาง ๆ เชื่อมโยงกันอยู่ระหว่างแม่และลูกคู่นี้จริง ๆ และบทนี้เองทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์ในฐานะนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม คงไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้วในเมื่อเธอเองได้คว้ารางวัลเดียวกันนี้จากงานลูกโลกทองคำ ถึงแม้ลูกโลกทองคำไม่สามารถรับประกันได้ว่าเธอจะได้ออสการ์หรือไม่ แต่เธอก็ทำสำเร็จในฐานะนักแสดงแล้ว


สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการหันกลับมามองชีวิตตัวเองอย่างจริงจังเสียที เพราะมันทำให้ประจักษ์ชัดว่า เวลาในชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองนั้น มันไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้แล้ว เพราะฉนั้นเราควรตักตวงความสุขและทำในสิ่งที่ใจอยากทำให้มากที่สุด ไปเที่ยวในที่ที่สวยงามให้มากที่สุด ก่อนที่เราจะเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของชีวิต เพราะถึง ณ จุดนั้นแล้ว สิ่งที่เราจะจดจำมากที่สุดก็คือ ช่วงเวลาในวัยหนุ่มสาวนั่นเอง


ถึงแม้ว่า Benjamin จะมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างเหมาะสมต่อการเข้าชิงออสการ์แต่ก็ไม่น่าจะทะลุไปเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้ นอกเสียจากว่าคณะกรรมการต้องการความแปลกใหม่ฉีกแนวหนังออสการ์แบบเดิม ๆ ดั่งเช่น No Country for Old Men (2007) ผู้ชนะเมื่อปีก่อนทำเอาไว้ได้ ซึ่งก็ต้องยอมรับในจุดหนึ่งที่ว่าการแสดงของ Javier Bardem แค่คนเดียวก็มีส่วนกว่า 70% ที่สามารถลากหนังทั้งเรื่องให้เป็นผู้ชนะเลิศได้ไม่ยาก ตอนนี้ก็เหลือแต่ Pitts แล้วว่าจะสามารถทำให้คณะกรรมการออสการ์เห็นความแตกต่างของการแสดงของเค้าจากผู้เข้าชิงรายอื่น ๆ หรือไม่ แต่ก็แอบเชียร์อยู่ลึก ๆ ว่าคงจะได้รางวัลซักรางวัลหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นด้านเทคนิคพิเศษก็เป็นได้


วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

The Fall (2008) : ล้มได้ก็ต้องลุกได้




เพิ่งมีโอกาสได้นั่งดูหนังเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ หลังจากเห็นตัวอย่างผ่านตาไปผ่านตามาอยู่นานแสนนาน จะว่าเชยก็เชยที่ไม่ได้ดูแบบชนโรงอย่างนักดูหนังท่านอื่น ๆ เปรียบไปหนังก็เหมือนกับหนังสือ ไม่ว่ามันจะสร้างมากี่สิบปี มันก็ยังมีคุณค่าในตัวมันเองไม่เสื่อมคลาย จะดูหลังจากนี้อีกสิบปีก็ยังสามารถประทับใจกับมันได้ ก็เพราะหนังมันไม่เหมือนเสื้อผ้านี่นา ถ้าไม่ได้ดูวันนี้พรุ่งนี้หรือว่า ซีซั่นนี้แล้วมันจะเชยไปเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นหนังคลาสสิคทั้งหลายก็คงตายตกไปตามกันแล้ว


และหนึ่งในหนังที่น่าจดจำของชีวิตนี้ก็คงต้องนับ The Fall เข้าไปเป็นหนึ่งในหนังในดวงใจด้วยอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ได้ Fall สมกับชื่อเรื่องมันเลยนะเนี่ย หากมองในแง่การถ่ายภาพ เนื้อเรื่อง และบทบาทการแสดง มันควรจะตั้งชื่อว่า Prosperous มากกว่าเสียอีก เปิดดูครั้งแรกไม่คิดอะไรมากไปกว่า อยากดูภาพสวย ๆ อลังการ ๆ สมกับการดูแบบ Hi-definition และมันก็ตอบแทนความอยากครั้งนี้ได้เต็มตาเต็มใจเหลือเกิน ไม่ทราบว่าผู้กำกับ Tarsem ท่านไปสรรหาสถานที่ถ่ายทำที่ไหนนักหนา เพราะมันช่างดูตื่นตาตื่นใจเสียเหลือเกิน การแสดงและบทที่ดูเหมือนจะเหนือจริง มันก็ทำได้ไม่เลี่ยนจนเกินไปนัก ยังพอเข้าใจได้โดยไม่ต้องปีนกระไดดู แล้วเอามาตีความให้เข้าใจกันได้เฉพาะแวดวงเด็กศิลป์


ยังไม่นับรวมความน่ารักของเด็กที่เป็นตัวเดินเรื่อง มันยิ่งทำให้หนังน่าติดตาม ถึงแม้โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยถูกกับเด็กเท่าไหร่แต่ก็อดที่จะเอ็นดูกับบทบาทที่เค้าแสดงไม่ได้ ตอนท้ายเรื่องมีน้ำตาซึมนิดหน่อย เพราะอดคิดกลับมาถึงเรื่องของตัวเองไม่ได้ ว่าบางครั้งเราก็ Fall เหมือนกัน เอ หรือถ้าภาษาบ้าน ๆ ก็เรียก Fail นั่นแหละ แต่ว่าในที่สุดคนเรามันก็ต้องอึดขึ้นมาสู้จนได้แหละนะ มันก็มีขึ้น ๆ ลง ๆ up up down down แบบที่เจ้าเด็กจอมแสบนั่นพูดนั่นแหละ จริงไหมล่ะ