
หลังจากดูภาพยนตร์โคตรฮอตแห่งปีเรื่องนี้แล้ว ความคิดถึงคำสองคำผุดขึ้นมาในหัวแทบจะทันที
.หมาจนตรอก. และ .ไม่มีอะไรจะเสีย. ดูผิวผิวสองคำนี้มันก็น่าจะมีความหมายเหมือนกัน แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกเข้าไปจริง ๆ มันก็ยังมีอะไรที่มันแตกต่างกันอยู่
หมาจนตรอก คือคนที่ไม่มีทางเลือกแล้ว การกระทำที่ทำออกไป เป็นไปในแง่การตอบกลับจากการถูกกระทำ ทั้งจากมนุษย์ด้วยกันเอง หรือจากธรรมชาติ เวรกรรม วิธีที่หมาจนตรอกเลือกใช้ไม่มีแล้วซึ่งเหตุผล มันคือการกระทำที่สั่งการโดยสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดล้วน ๆ ถูกหรือผิด ไม่มีอยู่ในความคิดอีกต่อไป ผลที่ออกมาไม่อยู่ในความคิด เพราะถ้ารู้ผลที่ออกมาก่อน คงไม่ประสบอยู่ในสถานการณ์หมาจนตรอกแน่ ๆ
ไม่มีอะไรจะเสีย คือคนที่ตัดสินใจทำอะไร โดยใช้เหตุผลไตร่ตรอง และรับทราบถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำนั้นเอาไว้แล้วว่าไม่ออกด้านดี ด้านเลว หรืออาจปนเป เค้าก็ไม่สามารถไปควบคุมมันได้ การกระทำที่เกิดจากความคิดที่ว่าไม่มีอะไรจะเสียนั้น จึงเป็นไปด้วยความพอใจและเต็มใจอย่างเต็มที่เพราะไร้ซึ่งความกดดัน ไม่ต้องคิดมากว่าใครจะว่ายังไง เพราะมันไม่มีอะไรต้องเสียนั่นเอง
คนส่วนใหญ่ที่ต้องพานพบกับคำทั้งสองคำนี้ มักจะเป็น คนจน คนการศึกษาน้อย คนที่ไม่มีการศึกษา และคนที่สังคมมองว่าเป็นพวกนอกรีต พวกแตกเหล่าแตกกอ พวกที่ทำอะไรที่คนมีการศึกษาเค้าไม่ทำกัน คนที่มีการศึกษาแทบร้อยทั้งร้อย ไม่ค่อยเลือกที่จะพาตัวเองมาสู่จุดที่เรียกว่า หมาจนตรอก ซักเท่าไหร่นัก เพราะต่างคนต่างมีเส้นที่ถูกขีดขึ้นมาให้เดินตามได้ชัดเจน ไม่นับรวมไปถึงตำหรับตำรา ที่ปรึกษาหาความรู้ให้เกิดความกลัวต่าง ๆ ร้อยแปด พันเก้า ทำให้กว่าจะคิดจะทำอะไร ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนเห็นว่าสิ่งนั้นดีที่สุดจริง โดยที่ไม่ได้ถามใจตัวเองเลยว่าอยากทำมันหรือเปล่า และบ่อยครั้งที่เราเห็นคนหลาย ๆ คนนั่งเศร้าโศกฟูมฟายโหยหาเวลาที่สูญหายไปตอนแก่ตัวเพราะไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักแม้แต่น้อย จะเห็นได้ว่าคนมีการศึกษาใช้ชีวิตอยู่ในวงโคจรเดิม ๆ บริโภคข้อมูลเดิม ๆ อยู่ในบริษัทเดิม ๆ สังคมเดิม ๆ คิดแบบเดิม ๆ อยู่ในกรอบแบบเดิม ๆ และนับวันความคิดของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองก็โดนกลืนไปจนกลายเป็นตัวตนในแบบที่สังคมยอมรับ นับถือ เหมือนเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งในโรงงาน ที่มีบล็อคไว้ผลิตสินค้าออกมาเป็นล็อต ๆ
ขณะที่คนจนมีชีวิตที่หลากหลาย อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่มีใครมาคาดหวัง ไม่มีกรอบ ไม่ต้องแคร์ใคร เพราะวัน ๆ มัวแต่เอาชีวิตรอดให้ได้ก็คงพอ คนจนจึงใช้ชีวิตในแบบที่ไร้ความกดดัน จะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ก็ไม่มีสังคมที่ไหนมากดดัน การกระทำอะไรมาจากตัวเองล้วน ๆ และไม่ต้องกลัวว่าต้นตระกูลจะเสียหน้า หรือเพื่อนร่วมงานจะดูถูก ถ้าเรียนแบบนั้น ชอบคนรักแบบนี้ และสิ่งเหล่านี้เองทำให้เห็นว่าบางครั้งการเป็นคนจนมันก็มีดีเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ที่ไร้การศึกษา ไม่เคยกังวลว่าตัวเองจะต้องระเหเร่ร่อนไปที่ไหน ทำงานอะไร ค้าขายอะไร ขอเพียงแค่ที่นั่นทำให้ชีวิตอยู่รอด และจุดนี้เองที่หล่อหลอมทำให้ คนจน เจนจัดในโลกกว้างมากกว่าคนมีการศึกษาที่วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์และคิดว่านั่นคือ โลกทั้งโลก หากจะให้เปรียบคนจนเป็นสินค้า มันก็คงเป็นสินค้า Hand Made ที่ยิ่งนานยิ่งมีค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันมีแค่ชิ้นเดียวในโลก ไม่ใช่สินค้าเหมาโหล
จามาล ตัวเอกของเรื่องที่บังเอิญเกิดมาจนโคตร ๆ ที่กลายเป็นตัวประหลาด คนทุจริตในสายตาของคนที่มีการศึกษา เพราะดันมาตอบคำถามรายการเกมเศรษฐีได้เกือบทุกข้อจึงเป็นตัวกลางชั้นยอดที่ช่วยให้ผู้กำกับ Danny Bolyd หลอกตบหน้าคนมีการศึกษาทั้งหลายได้เนียนจนไม่มีที่ติ
ยิ่งรู้มากก็ยิ่งแคบมาก เป็นคำพูดแดกดันที่มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครกล้าออกมาพิสูจน์หรือยอมรับเท่านั้นว่ามันจริงหรือไม่ คนมีการศึกษาแคบแค่ไหน หนังเรื่องนี้ก็คงจะเพียงพอใช้เป็นหลักฐานเอาความกับคนชั้นกลางไปจนถึงชั้นสูงได้ว่ามักจะดูถูกว่าคนจนและไม่มีการศึกษานั้น .โง่. กว่าพวกเรา จริง ๆ แล้วคนจนไม่ได้ .โง่. หรอก เพียงแค่เค้าไม่มี .โอกาส. เท่าพวกเราเท่านั้นเอง
เมื่อกลับมาดู จามาล ด้วยความที่อยากให้ ลาติกา หญิงสาวที่เค้าเฝ้าตามหามานานแสนนานได้เห็นตัวเค้าจากรายการทีวีโปรดของเธอ เค้าไม่มีอะไรต้องเสีย เพราะจุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่เงิน จะได้ หรือ ไม่ได้ เค้ามั่นใจว่ายังไง ลาติกา ได้เห็นเค้าแน่นอน แต่ด้วยความบังเอิญอย่างร้ายกาจที่คำถามเกือบยี่สิบข้อนั้นมันช่างไปอยู่ในช่วงเวลาของชีวิตที่จรจัดของเค้าอย่างถูกที่ถูกเวลาก็เท่านั้น จะมีก็แค่ไม่กี่ข้อที่นับว่าเค้าโชคดีที่ตอบได้ถูก แต่ความโชคดีมันกลับกลายเป็นสิ่งที่คนมีการศึกษามองไม่เห็นในตัวคนจน จามาลจึงต้องถูกตำรวจจับตัวไปสอบสวนด้วยข้อหา .โกง.
เป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นทั่วไป แม้กระทั่งในสังคมที่เจริญแล้ว คนมักคิดว่า คนรวย และ คนมีการศึกษา หรือแม้แต่เชื้อชาติที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้วมักจะเป็นคนดี กว่า คนจน... ไม่ทราบเหมือนกันว่า มันมี ตรรกะอะไรมาพิสูจน์ว่ามันต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป แม้กระทั่งสังคมไทย คนที่เรียนเมืองนอกเมืองนาก็มักคิดว่า ความคิดของตัวเองดีกว่า คนที่ไม่มีปัญญาไปเหยียบต่างถิ่นต่างแดน ถึงแม้ว่าโลกของนักเรียนนอกจะกว้างกว่า แต่ไม่คิดหรือว่า ยิ่งกว้างบางทีมันก็ยิ่งแคบ เพราะถ้าความกว้างมันทำให้ อีโก้ สูงซะจนทำให้มองสิ่งกว้าง ๆ ทั้งหลายหลอมรวมกันจนเหลือมิติเดียว ความกว้างมันก็คงจะกลายเป็นกว้างแบบแบนราบ ไม่มีมิติและความลึกเหลืออยู่อีกต่อไป
Slumdog Millionaire เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่ได้ครอบครองถึง 8 รางวัลออสการ์ โดยที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็น Danny Bolyd อย่างเต็มเปี่ยม โดยไม่ละเลยรายละเอียดของสังคมและวัฒนธรรมอินเดียแม้แต่นิดจนเราหลงคิดไปว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างโดยคนเดียหรือเปล่า เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องของ Danny Bolyd ที่สามารถกระชากหน้ากากสังคมได้อย่างเจ็บแสบ บวกกับดนตรีประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ และการดึงอารมณ์ผู้ชมให้ขึ้นมาถึงจุดพีคได้เป็นธรรมชาติที่สุด จึงขอยกย่องผู้กำกับท่านนี้ว่าเป็นคนที่สามารถทำเรื่องยากให้ดูเป็นเรื่องง่ายและเป็นอะไรที่สมจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว ไม่น่าแปลกใจ ที่ใคร ๆ ต่างยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นภาพยนตร์แห่งปี หวังอยู่ลึก ๆ ว่าเมื่อไหร่ท่านผู้กำกับจะหยิบยกความเป็นสังคมไทยออกมาตีแผ่ให้เจ็บ ๆ คัน ๆ เล่นกันบ้าง มันคงสนุกดีพิลึก เพราะตอนนี้ค่านิยมของคนไทยบางกลุ่มนับวันจะพากันลงเหวมากกว่าฉุดกันขึ้นซะแล้วสิ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น