
เหตุผลที่ตัดสินใจไปดูหนังไทยเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะ เงินลงทุน 200 ล้าน ไม่ใช่เพราะผู้กำกับชื่อ นนทรีย์ นิมิตบุตร และไม่ใช่เพราะผู้เขียนบทภาพยนตร์ชื่อ วินทร์ เลียววาริณ แต่ไปดูเพราะอยากทราบเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ "ปืนใหญ่" ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
หลังจากที่ได้อ่านเกร็ดคร่าว ๆ ของเรื่องนี้ ทำให้ได้รู้ว่า ผู้สร้างนำประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัฐปัตตานีมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง และปืนใหญ่หนึ่งในสามกระบอกที่ได้จมหายไปในทะเล ได้ถูกกู้ขึ้นมาและถูกนำมาตั้งไว้ที่หน้ากระทรวงกลาโหมนั่นเอง และทำให้เริ่มเปลี่ยนความคิดที่เคยคิดว่า หนังเรื่องปืนใหญ่โจรสลัดเป็นเพียงหนังแฟนตาซีเน้นเอฟเฟคอีกเรื่องหนึ่งของเมืองไทย
ความคาดหวังที่จะได้สาระจากหนังเรื่องนี้มีเต็มเปี่ยมตั้งแต่นาทีแรกที่หนังเริ่มฉาย ยอมรับว่างาน production ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม ฉากและอุปกรณ์ตกแต่งอื่น รวมไปถึงงาน CG ทำได้ดีมากจนอาจจะเทียบเท่ากับหนังจีนฟอร์มใหญ่ ๆ ไปถึงหนังฮอลลีวู้ดระดับบนได้ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของหนังแฟนตาซีของไทยเรา แต่...เมื่อดูไปได้ประมาณยี่สิบนาที จุดอ่อนในเรื่องเดิม ๆ ของหนังไทยที่เคยกลัวก็เริ่มเผยออกมาให้เห็นอีกครั้ง
มุมกล้อง ดูแล้วอึดอัดสายตาเพราะทุกอย่างดูเหมือนจะถูกอัดรวม ๆ กันเข้าไปภายในเฟรมที่แคบและจำกัด ทั้ง ๆ ที่สร้างฉากได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่มุมกล้องที่แคบทำให้ไม่รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น น่าเสียดายงานโปรดักชั่นส์ดี ๆ ที่อุตส่าห์สร้างรายละเอียดออกมาได้สมจริงมากจนรู้สึกว่านี่เป็นยุคสมัยนั้นจริง ๆ จะมีอยู่แค่ฉากเดียวที่ไม่สมจริงก็คือ หมู่บ้านของปารี (อนันดา เอเวอริงแฮม) ที่ดูจะใหม่เกินไป เหมือนเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ เพื่อถ่ายทำโดยเฉพาะทั้ง ๆ ที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่กันมานานหลายสิบปี
ฉากต่อสู้ ถึงแม้จะมีนักแสดงบู๊อย่าง เดี่ยว เข้ามารับบทองครักษ์ราชินี แต่บทบู๊ที่ซ้ำ ๆ และคล้ายคลึงกับลีลาของ จา พนม ทำให้รู้สึกเอียน และน่าเบื่อหน่าย ยังไม่รวมถึงยอดวิชา ดูหลำ ที่หนังปูไว้ว่าเป็นเคล็ดวิชาที่น่าเกรงขามอย่างมาก แต่เอาเข้าจริง ผู้ที่มีวิชา ดูหลำ ทั้งสามคนในเรื่องกลับไม่ได้มาปะทะกันในตอนไคลแม็กซ์ของเรื่องแม้แต่กระบวนท่าเดียว โดยเฉพาะ อีกาดำ (วินัย) ที่หายไปจากหนังและไม่มีพิษสงเสียดื้อ ๆ ในตอนท้ายเรื่อง การปล่อยพลังซึ่งเป็นจุดเด่นของเคล็ดลับวิชานี้ทำให้อมยิ้มทุกครั้งที่เห็น เพราะมันทำให้คิดถึงหนังจีนกำลังภายใน หรือไม่ก็หนังการ์ตูนดราก้อนบอลซะอย่างนั้น
การแสดง อาจจะเป็นเพราะสเกลที่ใหญ่ของหนัง ทำให้ผู้กำกับใส่ใจในรายละเอียดของการแสดงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ไม่สามารถดึงความสามารถของนักแสดงอย่าง จารุณี ที่รับบทเป็น ราชินีของลังกาสุกะ ได้มากกว่านี้ รังสีออร่าไม่มีให้เห็นออกมาจากตัวราชินี คงไม่โอเวอร์เกินไปหากเอามาเปรียบกับการแสดงของ เคท บลังเชตต์ ที่ทำให้เห็นถึงความมีอำนาจในเรื่อง Elizabeth ดวงตาที่แข็งกร้าวของราชินีลังกาสุกะ เหมือนดวงตาของคนที่โกรธมากกว่า ดวงตาของคนที่มีอำนาจ บทผู้มีภูมิ มีความสามารถ ของสรพงษ์ ชาตรี มันกลายเป็นความเฝือไปเสียแล้ว เพราะก่อนที่หนังจะฉายเราก็เห็นสรพงษ์ ชาตรีในบทเดิม ๆ เช่นกันในตัวอย่างหนังเรื่อง องค์บาก 2 หรือจะถึงเวลาที่สรพงษ์จะเลิกรับบทผู้คงแก่ความวิชาเสียที หากจะให้เลือกดาราที่แสดงดีที่สุด และตีบทแตกได้มากที่สุดในเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้น อนันดา เอเวอริงแฮม อีกตามเคย ต้องยอมรับว่า คน ๆ นี้ช่างชึ้นกล้องและเหมาะกับหนังใหญ่เสียจริง ๆ
สุดท้ายที่เป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของหนังไทย ก็คงหนีไม่พ้น บทภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าจะได้มือดีอย่าง วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนซีไรท์เข้ามารับหน้าที่เขียนบท แต่ต้องยอมรับว่า ภายในเวลาสองชั่วโมง เค้าคงไม่สามารถเสกทุกรายละเอียดเข้ามารวมเป็นหนังได้อย่างลงตัว การตัดสลับไปสลับมาทำให้เรื่องราวขาดมิติ คนดูไม่สามารถร่วมรับรู้และรู้สึกอินไปกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะแต่ละฉากแต่ละเรื่องราวมันผิวเผินเกินกว่าที่จะทำให้คนดูรู้สึกอะไรได้มากไปกว่ารอดูว่าใครแสดงเรื่องนี้บ้าง และสุดท้ายมันจะจบยังไง
ปืนใหญ่ ที่เป็นพระเอกของเรื่องสุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้น่าจดจำแม้แต่น้อย ความสมจริงของฉาก กลับกลายมาเป็นความขบขันในตอนท้ายเมื่อทหารพากันเฮเหมือนเด็ก ๆ ได้เล่นของเล่น ตอนที่สามารถยิงปืนใหญ่เข้าไปทำลายเรือของศัตรูได้ ไม่มีอารมณ์ของหนังสงครามสักนิดจนพาลคิดกลับมาจุดเดิมไม่ได้ว่า อือ ก็นี่มันหนังแฟนตาซีนี่นะ แล้วจะเอาสาระอะไรมากมายกันล่ะ
ที่บ่น ๆ มาใช่ว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีดีเลยในสายตา ในทางกลับกัน ชื่นชมมาก ๆ กับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของวงการหนังไทยในแง่ของงาน productions และชื่นชมในความกล้าของคุณนนทรีย์ที่สามารถยกระดับ CG บ้านเราให้มาไกลถึงขนาดนี้ และรู้ดีว่าถึงมีโอกาส ตัวเองก็คงไม่มีปัญญาทำได้ขนาดนี้ เสียง ๆ หนึ่งอาจดังไม่ถึงหูของคนทำหนัง แต่อย่างน้อย นี่ก็เป็นเสียงที่สะท้อนออกมาจากคนดูหนังไทยที่ต้องการเห็นศักยภาพของหนังไทยก้าวขึ้นไปอีกระดับให้ได้ และคิดว่าวันนั้นคงจะไม่ไกลเกินรออย่างแน่นอนขอเพียง เงินทุน พร้อมเชื่อว่าไทยเราทำได้แน่นอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น