Transformers : Revenge of the Fallen (2009) หนังระเบิดภูเขา เผากระท่อมยุคไฮเทค

วันพุธ, กรกฎาคม 01, 2009 by annlanding

ในยุคที่หนังเข้าโรงอาทิตย์ละสี่เรื่อง และในวัยที่การดูหนังในโรงเป็นอะไรต้องใช้ความอดทนในการนั่งร่วมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน ๆ จนทำให้รู้สึกอึดอัด คันเนื้อคันตัวอย่างทุกวันนี้ แถมยังต้องมานั่งดมกลิ่นเท้า กลิ่นน้ำหอมฉุน ๆ จากคนข้าง ๆ ยิ่งพาลให้เข็ดกับโรงหนังเข้าไปใหญ่ แต่ละครั้งที่จะยอมลากสังขาลตัวเองไปดูหนังโรงคงต้องเลือกแล้วเลือกอีก ว่าเรื่องไหนเหมาะสมที่จะได้เงินในกระเป๋า และแลกกับการยอมลำบากนั่งไม่สะดวกสบายตัว
และหวยมาลงที่ Transformers : Revenge of the Fallen ความอยากดูเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะติดใจ Special effects ที่อลังการงานสร้างจากภาคที่แล้ว เพราะยอมรับว่าภาคก่อน ดูไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย Autobots หรือฝ่าย Decepticons มันจะแปลงร่างจากอะไรเป็นอะไร ก็ยอมรับว่า ดูไม่ทัน เพราะเห็นแต่ก้อนแข็ง ๆ เหลี่ยม ๆ ผ่านจอไป ผ่านจอมาจนเวียนหัวไปหมด แต่ความอยากดูมันมาจาก อารมณ์เบื่อในงานที่ทำ เบื่อในสภาพเศรษฐกิจและสังคมรอบด้าน เบื่อในบรรยากาศเงียบงันในแบบที่บ้านเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ความต้องการให้ร่างกายหลั่งสารอดรีนาลีนออกมากระตุ้นต่อมความสุขอย่างแรงกล้า จึงทำให้พาตัวเองออกไปซื้อตั๋วดู Transformers
เปิดฉากมามันก็ฉะใส่กันตั้งแต่ฉากแรกลากยาวไปเกือบสิบนาที ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนยังจับต้นชนปลายไม่ถูก รู้แต่ว่า เออ ภาคนี้หุ่นยนต์มันตัวใหญ่ดีว่ะ สะใจดี และหลังจากนั้น ก็มีบทพูดนิด ๆ หน่อย ๆ พอหอมปากหอมคอ แล้วก็หุ่นยนต์ทั้งสองฝ่ายก็ใส่กันยาวไปตลอดเรื่อง ทำเอาตาแทบไม่ได้กระพริบ เพราะเกรงว่าเดี๋ยวจะพลาดช็อตเด็ด ๆ ไป ดูหุ่นมันฟาดฟันกันกัน โดยมีมนุษย์ตัวเล็ก ๆ วิ่งหนีไปมาอยู่ข้างล่าง ด้วยความที่โตมาก็ถึงวัยที่สมองมักจะเชื่อในเรื่องเหตุและผล ก็ไม่วายทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ไม่มีใครตายเลยเหรอ?... ตึกถล่มลงมาขนาดนั้น เศษเหล็กหล่นมาขนาดนั้น แถมมันยิงกระสุนใส่กันเป็นห่าฝน มันรอดกันมาได้ไงฟะ???แล้วทำไมตัวร้ายมันฝ่าระบบรักษาความปลอดภัยง่ายอย่างเนี่ย ไหนบอกว่า ระบบความปลอดภัยระดับสูงสุดไง ดู Prison Break ขนาดไม่ป้องกันแน่นหนาแบบนี้ กว่าพระเอกจะแหกออกมาได้ก็แทบตาย (- _-' )
หลังจากสมองแว้บไปคิดอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลอยู่พักนึง มันก็เริ่มนึกได้ด้วยตัวมันเองว่า เออ นี่ไม่ได้มาดูเอาเหตุเอาผลนี่หว่า แต่มาดูเพื่อกระตุ้นสารอดรีนาลีน ไม่ได้มาดูหนังดราม่าประดับสมอง ว่าแล้วมันก็หยุดประมวลผลหลักเหตุและผลและเริ่มสนุกกับฉากแอ็คชั่นมัน ๆ ที่ดูรู้เรื่องกว่าภาคแรก ดูพระเอกแอ็คชั่นแนวขำ ๆ คนใหม่ต่อจาก Will Smith ดูนางเอกที่สวยขึ้นจากภาคก่อนอีกเท่าหนึ่ง ดูฉากแปลงร่างจากรถเป็นหุ่น จากหุ่นเป็นรถแบบเจ๋ง ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ดูฉากยิงถล่มทะเลทรายแบบมัน ๆ และดูจุดจบของ Fallen ที่ลุ้นมาตั้งแต่ต้นเรื่องว่ามันจะตายยากแค่ไหน.......อันนี้คิดเอาเองว่ามันตายยากแค่ไหน
หลังจากหนังจบสิ่งที่อยากได้ก่อนเข้าดู ก็ได้รับการเติมเต็ม ยอมรับว่าไม่เคยชอบในตัวผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ มาตั้งแต่เรื่อง Pearl Harbor (2001) เพราะความไม่สมจริงในเนื้อเรื่อง รวมไปถึงความล้นของ Special effects แต่ในเมื่อผู้กำกับเทวดาคนนี้ตั้งใจจะทำหนังแนวแอ็คชั่นทำลายล้างให้เป็นลายเซ็นต์การทำหนังของแกให้ได้แล้ว นับว่า Transformers ก็เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงประดับหิ้งของแกได้สำเร็จ เพราะมันได้กลายเป็นมาตรฐานของหนังระเบิดภูเขา เผากระท่อมของโลกยุคใหม่ไปแล้วนั่นเอง

ป้ายกำกับ:

Civil War : สงครามกลางเมืองที่ทุกคนถวิลหา?

วันพุธ, เมษายน 15, 2009 by annlanding
เมื่อยังเป็นเด็ก กี่ครั้งที่ดูข่าวต่างประเทศแล้วเห็นประเทศนั้นประเทศนี้สู้รบกัน เกิดสงครามกลางเมือง หรือมีม็อบประท้วงดุเดือด ทำให้คิดอยู่เสมอว่า เราโชคดีแล้วที่ประเทศไทยไม่เป็นแบบเขาและไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรอย่างนี้ในประเทศไทย เพราะบ้านเมืองเรามีผู้คนที่เป็นมิตร ไปไหนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจให้แก่กันและกัน ฝรั่งมังค่าก็ชื่นชมบอกว่า "คนไทยใจดี" และสิ่งสำคัญที่สุด คนไทยทุกคนมีศูนย์รวมจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือ องค์พระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่มีแม้แต่ความคิดอยู่ในหัวเลยว่า ชาตินี้จะมีเหตุการณ์แบบที่เคยเห็นจากประเทศอื่นเกิดกับบ้านเมืองเราบ้าง มันคงเริ่มจากเหตุการณ์ฆ่ารายวันในภาคใต้เมื่อหลายปีก่อนหน้า แต่นั่นก็เป็นเพราะคนชาติอื่นเข้ามาทำลายความสงบ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าบ้านเราจะมีวันที่คนไทยด้วยกันแตกคอกันเองได้ จนเมื่อเกิดสงครามระหว่างสีนั่นเองที่ทำให้ความคิดแบบเด็ก ๆ เหล่านั้นเริ่มหดหายไปทีละน้อย

ไม่อยากจะเชื่อว่า ตอนนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความหวาดระแวงไปทั่วทุกพื้นที่ การจะทำความรู้จักกับใครซักคน ความระแวงอย่างหนึ่งมักเกิดอยู่ในใจ ว่าคน ๆ นี้ "สีอะไร" หากตัวแทนแห่งสีเหล่านั้นรู้จักแยกแยะ ว่าการเมืองเป็นความคิดส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน มันก็พอโล่งใจ แต่ในปัจจุบันมันกลับกลายเป็นว่า สีต่างกัน มันต้องเป็น "ศัตรู" กันไปเสียแล้ว เพื่อนบ้านที่เคยยิ้มให้กัน กลายเป็นคนที่ทักกันอย่างแกร็น ๆ เพื่อนร่วมงานไม่มองหน้ากันเพราะอยู่คนละข้าง คนในครอบครัวเดียวกันทะเลาะกันครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์เดิม ๆ มันยังดำเนินอยู่ แต่ในใจแต่ละคนนั้นมันได้สร้างกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว และสิ่งนี้เองที่ทำลายความไว้ใจซึ่งกันและกันไปจนหมดสิ้น หรือสังคมไทยที่น่ารักดั่งเช่นเมื่อรุ่นปู่ย่าตายายของเรามันจะมลายหายไปในยุคนี้เสียแล้ว

ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงต้องการให้เกิดความแตกแยกในประเทศ สีบางสี ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง เพื่ออะไร ? เพื่อที่ทุกคนจะได้กลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่พร้อม ๆ กันใช่หรือไม่ อาจเป็นเพราะคนสม้ยนี้ เกิดหลังจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในบ้านเรานานจนลืมกันไปแล้วว่า เหตุการณ์เหล่านั้นฝากบาดแผลอะไรให้ประเทศชาติและจิตใจคนไทยบ้าง สังคมที่อ่อนแอ บูชาแต่วัตถุทำให้คนเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ เคยคิดกันหรือไม่ว่า เมื่อเกิดสงคราม ชีวิตจะบัดซบเพียงใด ชีวิตที่ปกติสุขและมีสันติที่เรามีกันมาหลายสิบปีนี้ไม่พออีกหรือ เราเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไรกัน เคยคิดหรือไม่ว่า สงคราม จะนำอะไรมาสู่ชีวิตกันบ้าง ความแร้นแค้น อดอยาก ความสูญเสีย สูญสิ้น คงยังไม่เคยได้เจอกัน ถึงได้เรียกร้องอะไรมากมายเหลือเกิน

หากยังมองไม่เห็นภาพของสงครามกลางเมือง ก็ขอให้มองไปที่ภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองเหล่านี้ ที่น่าจะเป็นอุธาหรณ์ได้ว่า สงครามกลางเมืองนั้น มันไม่ได้น่าพิสมัยอย่างที่คิดกันไว้แม้แต่น้อย

1. Gone with the Wind (1939)
คงไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับภาพยนตร์คลาสสิคตลอดกาลอย่าง วิมานลอย เรื่องนี้ สงครามกลางเมืองของอเมริการะหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานกว่า 4 ปี และสูญเสียทหารไปทั้งสิ้น 640,000 นายไม่นับรวมการเสียชีวิตของพลเมืองที่ไม่สามารถประเมิณได้ ผลกระทบต่อผู้คน โดยเฉพาะตัวละครเอกในเรื่อง ทำให้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสงครามกลางเมืองของชาติอเมริกาได้ดี และหากได้อ่านหนังสือด้วยแล้วจะยิ่งเห็นความโหดร้ายของสงครามว่ามันทำให้ชีวิตที่เคยสุขสบายของผู้คนเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายเพียงใด ถึงแม้จะเป็นสงครามกลางเมืองแต่อย่างน้อยเค้าก็แบ่งฝ่ายชัดเจน ระหว่างรัฐเหนือกับใต้ ไม่เหมือนบ้านเราที่แบ่งฝ่ายกันไปทุกอำเภอทุกจังหวัด อย่างนี้คงหาความสามัคคีได้ยากเต็มที

2. Blood Diamond (2006)
สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 11 ปีในสาธารณรัฐเชียร์รา ลีโอน ที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฎ RUF (Revolutionary United Front) เหตุการณ์ที่ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปมากกว่าแสนคนและมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนเป็นผู้พิการถึง 2 ล้านคน นับเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาชนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องกลายมาเป้นตัวประกันให้กับฝ่ายกบฎและรัฐบาล ความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามครั้งนี้ ทำให้คิดได้ว่าเราโชคดีอย่างหนักที่ไม่ได้เกิดมาในประเทศนี้

สองเรื่องหลังอาจจะไม่สามารถเรียกว่า Civil War ได้อย่างเต็มปากนักแต่มันก็คือสงครามระหว่างคนเชื้อชาติเดียวกันนั่นเอง

3. Full Metal Jacket (1987)
คืบเข้ามาใกล้ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างเวียดนามกันบ้าง สงครามระหว่างเวียดนามเหนือ (ฝ่ายคอมมิวนิสต์) และเวียดนามใต้ (ฝ่ายประชาธิปไตย) ที่เกิดขึ้นหลังจากสนธิสัญญาสงบศึกที่เรียกว่า อนุสัญญาเจนีวา สาระสำคัญของสัญญาคือต้องการแบ่งเวียดนามออกเป็นสองประเทศ แต่ด้วยเหตุที่ต้องการรวมเวียดนามเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันนี้เองที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าคนชาติเดียวกันอย่างโหดเหี้ยมและทารุณ และยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี สงครามครั้งนี้เป็นบาดแผลของคนเวียดนามจนรัฐบาลถึงกับสร้างพิพิธภัณฑ์สงครามขึ้นมาในโฮจิมินท์ โดยแสดงภาพความทารุณต่าง ๆ ที่เกิดกับเชลยศึกและเหยื่อสงครามให้เห็นกันชัด ๆ และจัดให้นักเรียนมาทัศนศึกษาเพื่อให้ระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า ผลของสงครามนั้นโหดร้ายเพียงใด หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังสงครามเวียดนามที่ดูสมจริงที่สุด เพียงแต่เนื้อเรื่องจะเป็นมุมมองของทหารอเมริกันต่อความโหดเหี้ยมของสงครามและสงครามเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปในทางไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระชากอารมณ์ของคนดูได้ดีที่สุดเรื่องนึงทีเดียว

4. TAEGUKGI (2004)
สงครามเกาหลี ที่เกิดขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เปิดศึกยืดเยื้อกว่าสามปี และมีคนเสียชีวิตนับล้านคน ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแผร่ให้เห็นความผูกพันธ์ระหว่างพี่ชายและน้องชาย แต่สงครามก็ทำให้ความรักและความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ต้องมลายหายไป เมื่อพี่ชายที่หวังเพียงต้องการสู้รบเพื่อช่วยชีวิตน้องชายให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย กลับต้องเปลี่ยนเค้าให้กลายเป็นคนบ้าสงครามและบ้าอำนาจ จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสอง เรื่องนี้เปิดประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องจิตใจของคน ซึ่งยากแก่การคาดเดา สิ่งที่คน ๆ หนึ่งทำอาจเป็นสิ่งที่ผิดในสายตาของอีกคน แต่สิ่งนั้น อาจกลายเป็นสิ่งถูกของเค้าก็เป็นได้ สงครามเกาหลีครั้งนี้สร้างบาดแผลให้กับคนเกาหลีไม่แพ้สงครามเวียดนามเลยทีเดียว

จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ยกมาทั้ง 4 เรื่อง 4 สงครามนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เมื่อใดก็ตามที่สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีวันที่จะจบลงในสามวันเจ็ดวันอย่างที่คนสมองกลวงหลาย ๆ คนพยายามจะสร้างให้มันเกิดขึ้นในประเทศเราอย่างแน่นอน แต่กลับจะยืดเยี้อไปอีกหลายปี และความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ถ้าหากทุกคนตระหนักถึงอุทาหรณ์ทึ่ภาพยนตร์เหล่านี้สร้างไว้แล้ว ความสามัคคีของคนในชาติก็คงจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ป้ายกำกับ:

Slumdog Millionaire (2008) : ความจนมันผิดตรงไหน

วันเสาร์, มีนาคม 14, 2009 by annlanding




หลังจากดูภาพยนตร์โคตรฮอตแห่งปีเรื่องนี้แล้ว ความคิดถึงคำสองคำผุดขึ้นมาในหัวแทบจะทันที
.หมาจนตรอก. และ .ไม่มีอะไรจะเสีย. ดูผิวผิวสองคำนี้มันก็น่าจะมีความหมายเหมือนกัน แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกเข้าไปจริง ๆ มันก็ยังมีอะไรที่มันแตกต่างกันอยู่

หมาจนตรอก คือคนที่ไม่มีทางเลือกแล้ว การกระทำที่ทำออกไป เป็นไปในแง่การตอบกลับจากการถูกกระทำ ทั้งจากมนุษย์ด้วยกันเอง หรือจากธรรมชาติ เวรกรรม วิธีที่หมาจนตรอกเลือกใช้ไม่มีแล้วซึ่งเหตุผล มันคือการกระทำที่สั่งการโดยสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดล้วน ๆ ถูกหรือผิด ไม่มีอยู่ในความคิดอีกต่อไป ผลที่ออกมาไม่อยู่ในความคิด เพราะถ้ารู้ผลที่ออกมาก่อน คงไม่ประสบอยู่ในสถานการณ์หมาจนตรอกแน่ ๆ

ไม่มีอะไรจะเสีย คือคนที่ตัดสินใจทำอะไร โดยใช้เหตุผลไตร่ตรอง และรับทราบถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำนั้นเอาไว้แล้วว่าไม่ออกด้านดี ด้านเลว หรืออาจปนเป เค้าก็ไม่สามารถไปควบคุมมันได้ การกระทำที่เกิดจากความคิดที่ว่าไม่มีอะไรจะเสียนั้น จึงเป็นไปด้วยความพอใจและเต็มใจอย่างเต็มที่เพราะไร้ซึ่งความกดดัน ไม่ต้องคิดมากว่าใครจะว่ายังไง เพราะมันไม่มีอะไรต้องเสียนั่นเอง

คนส่วนใหญ่ที่ต้องพานพบกับคำทั้งสองคำนี้ มักจะเป็น คนจน คนการศึกษาน้อย คนที่ไม่มีการศึกษา และคนที่สังคมมองว่าเป็นพวกนอกรีต พวกแตกเหล่าแตกกอ พวกที่ทำอะไรที่คนมีการศึกษาเค้าไม่ทำกัน คนที่มีการศึกษาแทบร้อยทั้งร้อย ไม่ค่อยเลือกที่จะพาตัวเองมาสู่จุดที่เรียกว่า หมาจนตรอก ซักเท่าไหร่นัก เพราะต่างคนต่างมีเส้นที่ถูกขีดขึ้นมาให้เดินตามได้ชัดเจน ไม่นับรวมไปถึงตำหรับตำรา ที่ปรึกษาหาความรู้ให้เกิดความกลัวต่าง ๆ ร้อยแปด พันเก้า ทำให้กว่าจะคิดจะทำอะไร ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนเห็นว่าสิ่งนั้นดีที่สุดจริง โดยที่ไม่ได้ถามใจตัวเองเลยว่าอยากทำมันหรือเปล่า และบ่อยครั้งที่เราเห็นคนหลาย ๆ คนนั่งเศร้าโศกฟูมฟายโหยหาเวลาที่สูญหายไปตอนแก่ตัวเพราะไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักแม้แต่น้อย จะเห็นได้ว่าคนมีการศึกษาใช้ชีวิตอยู่ในวงโคจรเดิม ๆ บริโภคข้อมูลเดิม ๆ อยู่ในบริษัทเดิม ๆ สังคมเดิม ๆ คิดแบบเดิม ๆ อยู่ในกรอบแบบเดิม ๆ และนับวันความคิดของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองก็โดนกลืนไปจนกลายเป็นตัวตนในแบบที่สังคมยอมรับ นับถือ เหมือนเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งในโรงงาน ที่มีบล็อคไว้ผลิตสินค้าออกมาเป็นล็อต ๆ

ขณะที่คนจนมีชีวิตที่หลากหลาย อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่มีใครมาคาดหวัง ไม่มีกรอบ ไม่ต้องแคร์ใคร เพราะวัน ๆ มัวแต่เอาชีวิตรอดให้ได้ก็คงพอ คนจนจึงใช้ชีวิตในแบบที่ไร้ความกดดัน จะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ก็ไม่มีสังคมที่ไหนมากดดัน การกระทำอะไรมาจากตัวเองล้วน ๆ และไม่ต้องกลัวว่าต้นตระกูลจะเสียหน้า หรือเพื่อนร่วมงานจะดูถูก ถ้าเรียนแบบนั้น ชอบคนรักแบบนี้ และสิ่งเหล่านี้เองทำให้เห็นว่าบางครั้งการเป็นคนจนมันก็มีดีเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ที่ไร้การศึกษา ไม่เคยกังวลว่าตัวเองจะต้องระเหเร่ร่อนไปที่ไหน ทำงานอะไร ค้าขายอะไร ขอเพียงแค่ที่นั่นทำให้ชีวิตอยู่รอด และจุดนี้เองที่หล่อหลอมทำให้ คนจน เจนจัดในโลกกว้างมากกว่าคนมีการศึกษาที่วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์และคิดว่านั่นคือ โลกทั้งโลก หากจะให้เปรียบคนจนเป็นสินค้า มันก็คงเป็นสินค้า Hand Made ที่ยิ่งนานยิ่งมีค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันมีแค่ชิ้นเดียวในโลก ไม่ใช่สินค้าเหมาโหล

จามาล ตัวเอกของเรื่องที่บังเอิญเกิดมาจนโคตร ๆ ที่กลายเป็นตัวประหลาด คนทุจริตในสายตาของคนที่มีการศึกษา เพราะดันมาตอบคำถามรายการเกมเศรษฐีได้เกือบทุกข้อจึงเป็นตัวกลางชั้นยอดที่ช่วยให้ผู้กำกับ Danny Bolyd หลอกตบหน้าคนมีการศึกษาทั้งหลายได้เนียนจนไม่มีที่ติ

ยิ่งรู้มากก็ยิ่งแคบมาก เป็นคำพูดแดกดันที่มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครกล้าออกมาพิสูจน์หรือยอมรับเท่านั้นว่ามันจริงหรือไม่ คนมีการศึกษาแคบแค่ไหน หนังเรื่องนี้ก็คงจะเพียงพอใช้เป็นหลักฐานเอาความกับคนชั้นกลางไปจนถึงชั้นสูงได้ว่ามักจะดูถูกว่าคนจนและไม่มีการศึกษานั้น .โง่. กว่าพวกเรา จริง ๆ แล้วคนจนไม่ได้ .โง่. หรอก เพียงแค่เค้าไม่มี .โอกาส. เท่าพวกเราเท่านั้นเอง

เมื่อกลับมาดู จามาล ด้วยความที่อยากให้ ลาติกา หญิงสาวที่เค้าเฝ้าตามหามานานแสนนานได้เห็นตัวเค้าจากรายการทีวีโปรดของเธอ เค้าไม่มีอะไรต้องเสีย เพราะจุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่เงิน จะได้ หรือ ไม่ได้ เค้ามั่นใจว่ายังไง ลาติกา ได้เห็นเค้าแน่นอน แต่ด้วยความบังเอิญอย่างร้ายกาจที่คำถามเกือบยี่สิบข้อนั้นมันช่างไปอยู่ในช่วงเวลาของชีวิตที่จรจัดของเค้าอย่างถูกที่ถูกเวลาก็เท่านั้น จะมีก็แค่ไม่กี่ข้อที่นับว่าเค้าโชคดีที่ตอบได้ถูก แต่ความโชคดีมันกลับกลายเป็นสิ่งที่คนมีการศึกษามองไม่เห็นในตัวคนจน จามาลจึงต้องถูกตำรวจจับตัวไปสอบสวนด้วยข้อหา .โกง.

เป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นทั่วไป แม้กระทั่งในสังคมที่เจริญแล้ว คนมักคิดว่า คนรวย และ คนมีการศึกษา หรือแม้แต่เชื้อชาติที่เรียกตัวเองว่าเจริญแล้วมักจะเป็นคนดี กว่า คนจน... ไม่ทราบเหมือนกันว่า มันมี ตรรกะอะไรมาพิสูจน์ว่ามันต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป แม้กระทั่งสังคมไทย คนที่เรียนเมืองนอกเมืองนาก็มักคิดว่า ความคิดของตัวเองดีกว่า คนที่ไม่มีปัญญาไปเหยียบต่างถิ่นต่างแดน ถึงแม้ว่าโลกของนักเรียนนอกจะกว้างกว่า แต่ไม่คิดหรือว่า ยิ่งกว้างบางทีมันก็ยิ่งแคบ เพราะถ้าความกว้างมันทำให้ อีโก้ สูงซะจนทำให้มองสิ่งกว้าง ๆ ทั้งหลายหลอมรวมกันจนเหลือมิติเดียว ความกว้างมันก็คงจะกลายเป็นกว้างแบบแบนราบ ไม่มีมิติและความลึกเหลืออยู่อีกต่อไป

Slumdog Millionaire เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่ได้ครอบครองถึง 8 รางวัลออสการ์ โดยที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็น Danny Bolyd อย่างเต็มเปี่ยม โดยไม่ละเลยรายละเอียดของสังคมและวัฒนธรรมอินเดียแม้แต่นิดจนเราหลงคิดไปว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างโดยคนเดียหรือเปล่า เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องของ Danny Bolyd ที่สามารถกระชากหน้ากากสังคมได้อย่างเจ็บแสบ บวกกับดนตรีประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ และการดึงอารมณ์ผู้ชมให้ขึ้นมาถึงจุดพีคได้เป็นธรรมชาติที่สุด จึงขอยกย่องผู้กำกับท่านนี้ว่าเป็นคนที่สามารถทำเรื่องยากให้ดูเป็นเรื่องง่ายและเป็นอะไรที่สมจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว ไม่น่าแปลกใจ ที่ใคร ๆ ต่างยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นภาพยนตร์แห่งปี หวังอยู่ลึก ๆ ว่าเมื่อไหร่ท่านผู้กำกับจะหยิบยกความเป็นสังคมไทยออกมาตีแผ่ให้เจ็บ ๆ คัน ๆ เล่นกันบ้าง มันคงสนุกดีพิลึก เพราะตอนนี้ค่านิยมของคนไทยบางกลุ่มนับวันจะพากันลงเหวมากกว่าฉุดกันขึ้นซะแล้วสิ

ป้ายกำกับ:

ประเภทหนังฮิตในอเมริกาประจำปี 2008

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2009 by annlanding
เศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ทำให้คนใจเสียไปตาม ๆ กัน เพราะอ่านข่าวกี่ที ๆ ก็มีแต่การเอาสถิติ เอาตัวเลขที่ติดลบมานำเสนอให้ชาวโลกใจฝ่อซะอย่างนั้น ไหนจะมูลค่าการส่งออกติดลบ จำนวนพนักงานที่ถูกปลดหลักพันหลักหมื่น ดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลงแทบเหลือศูนย์ ตัวเลขขาดทุนในรอบสิบปี ยี่สิบปี ข่าวคนฆ่าตัวตายเพราะเศรษฐกิจบ้าง หุ้นตกบ้าง โอ้ว นี่โลกเราจะถึงกาลวิบัติแล้วเหรอ แต่ถ้าจะพยายามคิดให้มันเป็นบวก ก็คงต้องคิดว่าการที่เศรษฐกิจมันวิบัติทั่วโลกแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียหมดหรอก เพราะอย่างน้อย มันก็โดนผลกระทบกันทั้งโลก ไม่ได้เราคนเดียวเสียหน่อยที่ยากจนลง ของแพงขึ้น ก็ให้มันแพงไป จะมีซักกี่คนที่มีปัญญาซื้อ เดี๋ยวมันขายไม่ได้ มันก็ลดราคาลงมาเองนั่นแหละ ขายได้น้อยมันก็ดีกว่าขายไม่ได้เลย จริงไหมล่ะ ตอนนี้กำลังรอดูอยู่ว่าเมื่อไหร่เจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวจะลดราคาห้องพักของตัวเองลงมาเสียที มัวแต่ไปรอให้ฝรั่งต่างชาติมาเที่ยวโดยที่ไม่สนใจนักท่องเที่ยวไทยก็คงเป็นการรอวันตาย เพราะฝรั่งบทจะงกขึ้นมามันงกยิ่งกว่าคนไทยเสียอีกจะบอกให้ มันคงควักเงินซื้อตั๋วเครื่องบินราคาแพงเพื่อมาพักห้องราคาถูก ๆ หรอก รอไปเหอะ ไม่ไหวเมื่อไหร่ก็ประกาศด้วยแล้วจะไปเที่ยวช่วยชาติซักครั้ง ถึงแม้ว่าไปทีไรก็โดนปฎิบัติเยี่ยงชนชั้นสองของประเทศก็เหอะ เงินที่จ่ายก็เงินบาทเหมือนกัน แต่ถ้าอยากได้ดอลล่าห์ก็จะไปแลกให้ เห็นอยากได้นัก เดี๋ยวจัดให้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมชาติไทยเป็นชาติที่ดูถูกคนชาติเดียวกันได้ขนาดนี้ ช่างเป็นชาติที่น่าสงสารจริง ๆ บางคนแม้กระทั่งหนังไทยยังไม่ดูเพราะขึ้นชื่อว่าหนังไทย ซึ่งก็เข้าใจในระดับหนึ่งเพราะมันมีที่มาที่ไป หนังไทยหลาย ๆ เรืองมันก็ทำได้น่าผิดหวัง เสียดายเงิน แต่ไอ้เรื่องที่ดีจริง ๆ มันก็ควรสนับสนุนและให้โอกาส เพื่อให้ผู้สร้างมีกำลังใจสร้างหนังดี ๆ ที่ไม่ใช่หนังผี หนังตลก และหนังผีตลกเท่านั้น


เข้าเรื่องดีกว่า เห็นข่าวตัวเลขการเงินแย่ ๆ มามากแล้ว เบื่อ อยากเห็นตัวเลขอะไรที่มันจรรโลงใจกับเค้าบ้าง เลยเอาข้อมูลรายได้ของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมาดูเล่น ๆ ดีกว่า ว่าอเมริกันชน ชนชาติที่พัฒนาและสูงส่งในสายตาคนไทยนั้น เค้าชอบดูหนังประเภทไหนกันนะบ้านเค้าถึงได้พัฒนาก้าวหน้าล้ำขนาดนี้





จากภาพจะเห็นว่าประเภทของภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในปี 2008 เป็นได้ดังนี้

อันดับ 1 : ภาพยนตร์ประเภท COMEDY ความตลกขบขัน ครองส่วนแบ่งในตลาดไป 30% คาดการณ์ด้วยความโลกแคบแบบส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะเป็นเพราะชาวอเมริกันเกิดความเครียดในภาวะเศรษฐกิจอย่างแรง จึงเลือกออกไปดูหนังเพื่อคลายเครียดและถ้าให้เลือกเสียเงินเพื่อดูหนังคลายเครียด หนังเรื่องนั้นน่าจะเป็นหนังตลก เพราะถ้ากำลังเครียดแล้วไปดูหนัง Drama หนังชีวิตรันทดอาจจะทำให้ยิ่งเครียดขึ้นไปใหญ่ อันนี้ใคร ๆ ก็คงรู้ ไม่ต้องอยู่ในชาติที่พัฒนาแล้วก็คงรู้มั้ง ไหน ๆ ก็เกริ่นนำเรื่องเศรษฐกิจมาแล้วขอวิเคราะห์ในแง่การตลาดและการลงทุนเสียหน่อยเพื่อไม่ให้ตกกระแส หนังประเภทนี้นายทุนชอบเพราะลงทุนไม่มากแต่กำไรงาม Margin สูงว่างั้นเหอะ อ้าว ใครกำลังตกงาน รักหนังและอยากได้เงินก็รีบทำหนังตลกออกมาให้มาก ๆ นะ ยิ่งฉายในประเทศไทยยิ่งขายดี รับรองไม่เจ๊งแน่นอน ฟันธง!


อันดับ 2 : ภาพยนตร์ประเภท ACTION ภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญ ฆ่ากันเลือดสาด ยิงกันทีเปลืองกระสุนเป็นลัง ๆ หนังประเภททุ่มทุนสร้างชนิดนี้ไต่อันดับจากที่ 3 เมื่อปี 2007 ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในปี 2008 เพราะอะไรกันนะ คนเรามันเครียดขึ้นมั้งเพราะเศรษฐกิจอีกดิ ทำให้เครียด เลยอยากดูอะไรที่มันโหด ๆ สะใจ ๆ มันก็ได้ระบายไปอีกทางหนึ่ง ประมาณว่าชีวิตจริงทำอะไรเวอร์ ๆ บ้า ๆ กล้า ๆ ไม่ได้ เลยต้องมาดูหนังเพื่อสนองความบ้าบิ่นของตัวเองแทน วิเคราะห์แง่เศรษฐกิจ หนังชนิดนี้ ถ้าทำแล้วไม่แน่ใจว่าได้ตังค์ อย่าทำ เพราะอย่างน้อยต้องซื้อรถมาระเบิดซักคันสองคันเป็นอย่างต่ำ ไหนจะค่า Special effect อีก อย่าเลย ช่วงนี้เงินฝืด เอาตังค์มานั่งดูอย่างเดียวดีกว่า


อันดับ 3 : ภาพยนตร์ประเภท ADVENTURE ภาพยนตร์ผจญภัย เหนือจริง หากเทียบกับปี 2007 แล้ว ภาพยนตร์ประเภทนี้ยังมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใกล้เคียงปีก่อนมาก แต่เพราะภาพยนตร์ ACTION ทำรายได้มากขึ้นทั้ง ๆ ที่จำนวนเรื่องที่เข้าฉายเท่าเดิม ผิดกับ ADVENTURE ที่จำนวนเรื่องมากขึ้นจากเดิมถึง 10 เรื่องแต่รายได้กลับไม่ได้ดีเท่าปี 2007 จึงทำให้ถูกถีบตกจากอันดับที่สองในที่สุด
วิเคราะห์แล้วคิดว่า อย่าสร้างดีกว่า เพราะลงทุนพอ ๆ กับ ACTION เลยเชียวล่ะ ด้วยเศรษฐกิจในตอนนี้คนอาจจะเข้าถึงสัจธรรมของความเป็นจริงแล้วก็ได้ว่าสิ่งพวกนี้คือภาพมายา เกินจริงเลยไม่ยอมเสียเงินเข้าไปซื้อตั๋วดูกัน รอให้เรี่ยวแรงของคนอเมริกันกลับมามื่อไหร่ ก็คงจะได้เริงร่ากับหนังประเภทนี้กันใหม่

อันดับ 4 : ภาพยนตร์ประเภท DRAMA ว่ากันว่าการดูหนังชีวิตดี ๆ เรื่องหนึ่งมันเพิ่มประสบการณ์การมองชีวิตให้กว้างขึ้น โดยที่ไม่ต้องประสบด้วยตัวเอง การดูหนังดราม่าบ่อย ๆ ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้น มองเห็นอะไรหลายมิติขึ้นและท้ายที่สุด ทำให้เรายอมรับกับความจริงได้ง่ายขึ้น เพราะโลกในความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเลิศหรูเหมือนในนิยาย การที่คนไทยไม่ชอบดูหนังดราม่าทำให้คนไทยหลงกับค่านิยมผิด ๆ ตลอดเวลา มองวัตถุมากกว่าจิตใจคน หนังดราม่าดี ๆ ของไทยมีไม่กี่เรื่อง อย่านับรวมละครหลังข่าวว่าเป็นละครชีวิต เพราะค่านิยมต่าง ๆ ในละครมันเป็นอะไรที่ปรุงแต่งจนเกินความจริงและไม่ได้ทิ้งข้อคิดอะไรมากไปกว่า ผู้ชายรวยและคนสวยต้องคู่กัน แต่เท่าที่เคยเห็นหนังดราม่าของไทยที่ถูกสร้างขึ้นมา ทุกเรื่องไม่มีผู้กำกับท่านไหนทำแบบสุกเอาเผากิน เพราะขึ้นชื่อว่าทำหนังชีวิตแล้ว ผู้สร้างคงรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าจะหวังหารายได้ถล่มทะลายนั้นน้อยมาก เลยเน้นที่คุณภาพมากกว่าการตลาด เราจึงยังพอมีหนังไทยดี ๆ ประดับประเทศกับเค้าบ้างเหมือนกัน หนังดราม่าของชาวตะวันตกนั้นถูกสร้างมาเยอะมากในแต่ละปีซึ่งแค่ปี 2008 มีหนังดราม่าถูกสร้างขึ้นถึง 249 เรื่องด้วยกัน เพียงแต่ว่า โรงภาพยนตร์ในบ้านเราเอามาฉายนับเรื่องได้ นอกเสียจากว่าต้องคอยไปตามดูตามโรงภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง Apex หรือ House RCA เท่านั้น นับว่าเสียดายแทนคนไทย เพราะสังคมตอนนี้ค่อนข้างเปิดกว้างให้กับทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ได้มีโอกาศให้เลือกมากเท่าไหร่นักนั่นเอง เราจึงถูกจำกัดอยู่กับความคิดเดิม ๆ ทำอะไรแบบเดิม ๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและนับวันมันจะยิ่งเลวร้ายลงไปด้วยซ้ำ เพราะค่านิยมที่ถูกสั่งสมมามันเริ่มบิดเบือนเพี้ยนไปอย่างร้ายกาจ ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งหนังดราม่าจะขึ้นชั้นติดอันดับหนึ่งในห้าได้ในบ้านเราบ้าง

อันดับที่เหลือเป็นภาพยนตร์ประเภท Thirller/Suspense ฆาตรกรรม สืบสวนสอบสวน , Romantic Comedy รักกุ๊กกิ๊ก , Horror สยองขวัญสั่นประสาท , Musical หนังเพลง , Documentary สารคดี และ Concert /Performance คอนเสิร์ตและการแสดงต่าง ๆ ซึ่งเป็นไม้ประดับให้กับวงการภาพยนตร์ซึ่งหนังเด่น ๆ ในแต่ละปีจากประเภทเหล่านี้จะหาได้ยากกว่าหนังสี่อันดับข้างต้น วงการภาพยนตร์ที่บูมสุดขีดของอเมริกันชน เป็นที่น่าอิจฉาของหลายประเทศและทำเงินเข้าประเทศมหาศาล ซึ่งรัฐบาลเราคงต้องมานั่งคิดกันบ้างแล้วว่า เราจะทำได้อย่างเค้าไหม ในเมื่อธุรกิจบันเทิงเป็นอะไรที่ไม่เคยตาย ดูอย่าง Bollywood ของอินเดียนั่นสิ เค้าไม่จำเป็นต้องส่งออกหนังของตัวเองมากเท่าฮอลลีวู้ดแต่กระแสบ้าหนังของบ้านเค้าก็ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่ผลิตหนังออกมามากที่สุดในโลก ก็ต้องคิดดูกันล่ะว่า รัฐบาลจะเอา หรือ ไม่เอากับอุตสาหกรรมนี้

ป้ายกำกับ:

ประมวลภาพงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 81

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 23, 2009 by annlanding
ร่วมไว้อาลัยแด่ Heath Ledger

ความภูมิใจของเอเชีย กับ Yojiro Takita ผู้กำกับและทีมผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติยอดเยี่ยม : Departures


ครอบครัวของ Heath Ledger ที่ได้รับรางวัลสมทบชายยอดเยี่ยม (Dark Knight) มารับรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่บุตรชาย


ซ้าย : Sally Ledger , มารดา


กลาง : Kim Ledger , บิดา


ขวา : Kate , น้องสาว


สุดยอดผู้กำกับ : Danny Boyld (Slumdog Millionaire)


Host ประจำงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 81 : Huge Jackman





นำชายยอดเยี่ยม : Sean Penn (Milk)
นำหญิงยอดเยี่ยม : Kate Winslet (The Reader)
สบทบหญิงยอดเยี่ยม : Penelope Cruz (Vicky Christina Barcelona)

ในที่สุดงานประกาศผลออสการ์ก็จบลงด้วยดี หลังจากที่รอลุ้นกันว่าปีนี้จะมีหนังแนวไหนขึ้นแท่นกลายเป็นหนังยอดเยี่ยมของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด และหนังกระแสแรงอย่าง Slumdog Millionaire ก็เป็นฝ่ายคว้ารางวัลไปครองถึง 8 ตัว โอ้วแม่เจ้า อย่างนี้ต้องรีบไปหามาดูเร็ว ๆ แล้วว่ามันดียังไง แต่ขึ้นชื่อผู้กำกับ Danny Boyld แล้ว เชื่อว่าหนังเรื่องนี้มันคงสะท้อนถึงแก่นแท้ของมนุษย์ได้ถึงรากเหง้าแน่ ๆ เอ้อ เมื่อไหร่บ้านเรามันจะมีหนังออสการ์ฉายครบ ๆ ก่อนวันประกาศผลเสียที ไม่ต้องมากั๊กว่า หนังจะได้รางวัลหรือไม่ได้ เพราะทุกเรื่องที่เข้าชิงมันก็ต้องรับประกันคุณภาพทุกเรื่องนั่นแหละ คนบ้านเราจะได้รู้บ้างว่าหนังน่ะมันไม่ได้มีแค่สามประเภทที่ดูกันอย่าง หนังตลก หนังผี และหนังผีตลก เสียหน่อย พ่อแม่พี่น้อง หรือเพื่อน ๆ ที่บ้านจะได้ไม่ด่าเวลาจะไปดูหนังว่ามันเป็นอะไรที่ไร้สาระเพราะหนังดี ๆ น่ะ ถ้าดูแล้วคิดตามไปด้วย มันเปลี่ยนความคิดคนได้จริง ๆ นะเออไม่อย่างนั้นฝรั่งมังค่ามันจะดูหนังกันเอาเป็นเอาตายขนาดนี้เหรอ





ป้ายกำกับ: ,

The Curious Case of Benjamin Botton (2008) : ชีวิต ความรัก และความทรงจำ

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 22, 2009 by annlanding





คนเราทุกคนคงเคยมีช่วงเวลาที่ดีไม่ว่าช่วงชีวิตใดช่วงชีวิตหนึ่ง และเวลาประทับใจด้วยเรื่องอะไรมันมักจะวนอยู่ในความทรงจำและไม่ว่าจะเล่ามันซักกี่ครั้ง ความรู้สึกที่ดีมันก็ยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม ความรู้สึกที่ถึงแม้มันจะผ่านไปนานแล้วหรือว่ามันจะจบไปแล้ว แต่เมื่อได้เล่าหรือได้นึกถึงมัน ก็ทำให้ใจเรากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมา จะว่าไป ความทรงจำที่ดี มันก็คือน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ชีวิตคนเราคงอยู่ต่อไปได้นั่นเอง


ผู้สร้างภาพยนตร์ล่าออสการ์ทั้งหลายจึงมักจับเอาเรื่องราวที่เล่าขึ้นมาจากความทรงจำเหล่านั้นมาทำรื่องแล้วเรื่องเล่า จึงไม่แปลกใจเลยว่า หนังที่หลายคนตั้งตารอคอยมานานอย่างเรื่อง Curious Case of Benjamin Botton เรื่องนี้จะมีกลิ่นอายของ Forrest Gump (1994) อยู่ลาง ๆ เคล้ายกับเรื่องสองเรื่องนี้เดินขนานกันอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เรื่องราวทั้งชีวิตของชายหนุ่มที่มีความผิดปกติดำเนินผ่านเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของอเมริกา หรือแม้แต่การได้รู้จักกับหญิงสาวที่มีจิตใจเปิดกว้างต่อความผิดปกติ และมีความฝันที่ชัดเจน แต่ถ้าให้เปรียบกันตรง ๆ ต้องยอมรับว่า Benjamin ยังเป็นรอง Mr.Gump อยู่หลายขุม เพราะบทที่ Brad Pitts ได้รับนั้นมันเด่นด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว และต้องใช้เทคนิคแต่งหน้าเข้ามาช่วยทำให้ดูแก่ มันเลยทำให้ไม่สามารถรีดความสามารถของ Pitts ออกมาได้เท่ากับที่ Tom Hank ทำตัวเป็นคนตัวเป็น ๆ ใช้การแสดงหลอกคนดูล้วน ๆ ไม่ได้ แต่หลายเสียงก็ออกมายอมรับว่า Pitts แสดงเรื่องนี้ได้ติดดินดูเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่สุดเท่าที่เค้าได้เคยแสดงมา


เนื้อเรื่องโดยรวม Benjamin ถือเป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศ ทุกวัย เพราะมีหลากหลายอารมณ์ปนเปกันอยู่ข้างใน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความตลกขบขันในลักษณะทางกายภาพและการที่ผู้คนปฎิบัติต่อเบนจามินเมื่อยังแก่ (วัยเด็ก) และต้องคอยลุ้นให้เค้าแก่ เพื่อที่จะได้เห็นความเป็นหนุ่มของเขา (งงดีจริง) ระยะเวลาที่เบนจามินต้องอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น และทำให้อมยิ้มได้ตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้ ความประทับใจในรักแท้ของเบนจามินและเดซี่ นางเอกของเรื่องที่มองทุกอย่างเป็นบวกและมีแรงบันดาลใจที่จะทำตามความฝันตลอดเวลา ความรักของสองคนนี้เองที่เกือบทำให้น้ำตาไหลในตอนจบ การแสดงและความสวยสง่างามของ Cate Blanchett สมบูรณ์แบบดั่งเช่นทุกครั้งที่เธอแสดง จะว่าลำเอียงก็คงไม่ใช่ เพราะเธอก็ทำได้ดีทุกครั้งไม่ว่าจะรับบทไหน จึงไม่แปลกใจเลยที่ตอนนี้สาวเคท ได้กลายมาเป็นดาราขาประจำของหนังออสการ์ไปเสียแล้ว อีกคนหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีชีวิตชีวาคงหนีไม่พ้น Taraji P.Henson ผู้รับบท Queenie แม่บุญธรรมผู้รับเลี้ยงเบนจามินนั่นเอง ต้องยอมรับว่าทุกฉากที่มีเธอปรากฎตัว สามารถสร้างความประทับใจได้ทุกครั้ง เพราะเธอทำให้คนดูรู้สึกว่ามันมีความผูกพันบาง ๆ เชื่อมโยงกันอยู่ระหว่างแม่และลูกคู่นี้จริง ๆ และบทนี้เองทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์ในฐานะนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม คงไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้วในเมื่อเธอเองได้คว้ารางวัลเดียวกันนี้จากงานลูกโลกทองคำ ถึงแม้ลูกโลกทองคำไม่สามารถรับประกันได้ว่าเธอจะได้ออสการ์หรือไม่ แต่เธอก็ทำสำเร็จในฐานะนักแสดงแล้ว


สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการหันกลับมามองชีวิตตัวเองอย่างจริงจังเสียที เพราะมันทำให้ประจักษ์ชัดว่า เวลาในชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองนั้น มันไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้แล้ว เพราะฉนั้นเราควรตักตวงความสุขและทำในสิ่งที่ใจอยากทำให้มากที่สุด ไปเที่ยวในที่ที่สวยงามให้มากที่สุด ก่อนที่เราจะเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของชีวิต เพราะถึง ณ จุดนั้นแล้ว สิ่งที่เราจะจดจำมากที่สุดก็คือ ช่วงเวลาในวัยหนุ่มสาวนั่นเอง


ถึงแม้ว่า Benjamin จะมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างเหมาะสมต่อการเข้าชิงออสการ์แต่ก็ไม่น่าจะทะลุไปเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้ นอกเสียจากว่าคณะกรรมการต้องการความแปลกใหม่ฉีกแนวหนังออสการ์แบบเดิม ๆ ดั่งเช่น No Country for Old Men (2007) ผู้ชนะเมื่อปีก่อนทำเอาไว้ได้ ซึ่งก็ต้องยอมรับในจุดหนึ่งที่ว่าการแสดงของ Javier Bardem แค่คนเดียวก็มีส่วนกว่า 70% ที่สามารถลากหนังทั้งเรื่องให้เป็นผู้ชนะเลิศได้ไม่ยาก ตอนนี้ก็เหลือแต่ Pitts แล้วว่าจะสามารถทำให้คณะกรรมการออสการ์เห็นความแตกต่างของการแสดงของเค้าจากผู้เข้าชิงรายอื่น ๆ หรือไม่ แต่ก็แอบเชียร์อยู่ลึก ๆ ว่าคงจะได้รางวัลซักรางวัลหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นด้านเทคนิคพิเศษก็เป็นได้


ป้ายกำกับ:

The Fall (2008) : ล้มได้ก็ต้องลุกได้

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 13, 2009 by annlanding



เพิ่งมีโอกาสได้นั่งดูหนังเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ หลังจากเห็นตัวอย่างผ่านตาไปผ่านตามาอยู่นานแสนนาน จะว่าเชยก็เชยที่ไม่ได้ดูแบบชนโรงอย่างนักดูหนังท่านอื่น ๆ เปรียบไปหนังก็เหมือนกับหนังสือ ไม่ว่ามันจะสร้างมากี่สิบปี มันก็ยังมีคุณค่าในตัวมันเองไม่เสื่อมคลาย จะดูหลังจากนี้อีกสิบปีก็ยังสามารถประทับใจกับมันได้ ก็เพราะหนังมันไม่เหมือนเสื้อผ้านี่นา ถ้าไม่ได้ดูวันนี้พรุ่งนี้หรือว่า ซีซั่นนี้แล้วมันจะเชยไปเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นหนังคลาสสิคทั้งหลายก็คงตายตกไปตามกันแล้ว


และหนึ่งในหนังที่น่าจดจำของชีวิตนี้ก็คงต้องนับ The Fall เข้าไปเป็นหนึ่งในหนังในดวงใจด้วยอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ได้ Fall สมกับชื่อเรื่องมันเลยนะเนี่ย หากมองในแง่การถ่ายภาพ เนื้อเรื่อง และบทบาทการแสดง มันควรจะตั้งชื่อว่า Prosperous มากกว่าเสียอีก เปิดดูครั้งแรกไม่คิดอะไรมากไปกว่า อยากดูภาพสวย ๆ อลังการ ๆ สมกับการดูแบบ Hi-definition และมันก็ตอบแทนความอยากครั้งนี้ได้เต็มตาเต็มใจเหลือเกิน ไม่ทราบว่าผู้กำกับ Tarsem ท่านไปสรรหาสถานที่ถ่ายทำที่ไหนนักหนา เพราะมันช่างดูตื่นตาตื่นใจเสียเหลือเกิน การแสดงและบทที่ดูเหมือนจะเหนือจริง มันก็ทำได้ไม่เลี่ยนจนเกินไปนัก ยังพอเข้าใจได้โดยไม่ต้องปีนกระไดดู แล้วเอามาตีความให้เข้าใจกันได้เฉพาะแวดวงเด็กศิลป์


ยังไม่นับรวมความน่ารักของเด็กที่เป็นตัวเดินเรื่อง มันยิ่งทำให้หนังน่าติดตาม ถึงแม้โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยถูกกับเด็กเท่าไหร่แต่ก็อดที่จะเอ็นดูกับบทบาทที่เค้าแสดงไม่ได้ ตอนท้ายเรื่องมีน้ำตาซึมนิดหน่อย เพราะอดคิดกลับมาถึงเรื่องของตัวเองไม่ได้ ว่าบางครั้งเราก็ Fall เหมือนกัน เอ หรือถ้าภาษาบ้าน ๆ ก็เรียก Fail นั่นแหละ แต่ว่าในที่สุดคนเรามันก็ต้องอึดขึ้นมาสู้จนได้แหละนะ มันก็มีขึ้น ๆ ลง ๆ up up down down แบบที่เจ้าเด็กจอมแสบนั่นพูดนั่นแหละ จริงไหมล่ะ

ป้ายกำกับ:

บทความก่อนหน้า
คลังบทความ
ลิงก์ต่างๆ