Into the Wild (2007) : กำแพงแห่งความเปราะบาง
วันอังคาร, พฤศจิกายน 29, 2011 by annlanding

.Rather than love, than money, than fait, than fame, than fairness...give me truth.
Christopher McCandless
ชีวิตที่ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ในตอนเด็ก ๆ บางครั้ง ก็ทำให้เชื่อใจคนยาก ความร้ายกาจ ความเกรี้ยวกราดของคนที่ทำต่อกันต่อหน้าเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่เข้าใจโลกของผู้ใหญ่อย่างแจ่มแจ้ง มันทำให้เกิดความไม่เข้าใจจิตใจของผู้คน ว่าแท้จริงแล้ว เป็นคนเช่นไร....และความไม่เข้าใจนั้น กลับกลายเป็นกำแพงแห่งความหวาดระแวงที่ค่อย ๆ ก่อขึ้นมาล้อมรอบตัวเอง เพียงเพื่อไม่ให้ใครมาแตะต้องส่วนที่เปราะบางที่สุดได้ นั่นก็คือ หัวใจ
Into the Wild เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ Christopher Candless (Emile Hirsch) ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยหมาด ๆ แต่กลับตัดสินใจที่จะทิ้งครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อไปตามหาความหมายของชีวิต โดยมีปมในใจด้วยเรื่องโกหกที่พ่อและแม่ของเขาเองสร้างภาพมาตลอดว่ามีชีวิตที่ปกติสุขดี รวมไปถึงความจริงที่คริสได้รับรู้มาจากญาิติเกี่ยวกับเรื่องที่แท้จริงที่ของพ่อกับแม่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่กลับตาลปัตรจากเรื่องที่เค้าได้ยินมาจากปากของพ่อแม่ตัวเองทั้งหมด จากปมเหล่านี้เองทำให้คริสเริ่มปิดตัวเอง ทำลายหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง เพื่อที่จะไปมีตัวตนในแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น คริสเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามตัวเองใหม่ เป็น Alexander Supertramp และได้ทำลายหลักฐานที่ระบุตัวตนเดิมของเค้าไปจนสิ้นซาก เพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแบบที่อยากเป็นโดยเดินทางไปเรื่อย ๆ และมีจุดหมายปลายทางคือ อลาสก้า...
เนื้อเรื่องในหนังเป็นการเดินทางผ่านเมืองต่างๆ จนไปถึงเมืองอลาสก้าของ Alex การพบปะผู้คนระหว่างทางทำให้เห็นถึงมุมมองของหนุ่ม Alex ได้ชัดเจน เค้าไม่ต้องการเงินทอง ไม่ต้องการสร้างความผูกพันธ์กับใครเพื่อที่จะทำให้เกิดความสุข แต่ต้องการความสุขที่มันมาเองโดยที่ไม่ต้องไปสรรหาอะไรให้ซับซ้อนมากมาย ก็แค่ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง เป็นอิสระจากทุกกฎเกณฑ์ อิสระจากสิ่งใดก็ตามที่มนุษย์เราอุปโลกขึ้นว่ามันสามารถสร้างความสุขให้เราได้
ถ้าจะถามว่าการที่ Alex ปิดกั้นตัวเองจากสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะความผูกพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และแน่วแน่ในชีวิตด้วยตัวคนเดียวขนาดนั้นจะทำให้เค้าได้พบกับความสุขอย่างที่เค้าใ่ฝ่ฝันอยากจะเจอหรือไม่ ใช่ เค้าพบความสุขในแบบที่เค้าอยากได้ แต่ในขณะเดียวกันความสุขนั้นก็ทำให้ Alex ได้รู้ว่า
"Happiness only real when shared"
ด้วยความคิดนี้เองทำให้เค้าเริ่มคิดถึงครอบครัว ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองและคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เค้าจะได้กลับไปบอกเล่าความสุขเหล่านี้ให้พวกเค้าได้ฟัง แต่โชคร้ายเหลือเกินที่ธรรมชาติที่เค้ารักแสนรักกลับกลายเป็นกับดักขังตัว Alex ไว้ไม่ให้จากไป และเมื่อความหิวโหยและความลำบากยากแค้นเริ่มย่างกรายเข้ามาในช่วงที่อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงสุดท้ายของการเดินทางของเค้า Alex ก็ยอมรับมันด้วยความสงบเยือกเย็น พร้อมกับพาความทรงจำที่ดีกับพ่อและแม่ติดตัวไปกับเค้าด้วยในที่สุด และฉาำกจบคงจะสรุปคำพูดของนายทหารชราที่ Alex พบระหว่างทางได้เป็นอย่างดีว่า
"When you forgive, you love. And when you love, God's light shines on you."
มันคงต้องมีซํกครั้งหนึ่งในชีวิตที่คนเราจำเป็นต้องกั้นกำแพงเพื่อขังตัวเองไว้ ก่อนที่ใครจะเ้ข้ามาทำร้ายให้เจ็บปวดไปชั่วชีวิต แต่ถ้าคิดในมุมกลับกันบางครั้งสิ่งที่ทำร้ายเรา มันก็คือแบบทดสอบครั้งสำคัญที่เืบื้องบนกำหนดให้เราเลือกที่จะเก็บความโกรธไว้กับตัวเองตลอดชีวิต หรือเลือกที่จะให้อภัย ซึ่งจะสามารถทำลายกำแพงทั้งหลายทั้งปวงรอบตัวเราให้ทลายลงได้ในพริบตานั่นเอง.
ส่วนตัวชอบเรื่องนี้มาก ถึงมากที่สุดเพราะความใฝ่ฝันที่สูงที่สุดในชีวิตก็คือการได้เดินทางตัวคนเดียวในแบบขบถ ๆ ดูซักครั้งนึง เพราะความกดดันจากทั้งสังคม ความจอมปลอม ผู้คนรอบข้าง ครอบครัว หรือแม้แต่วัตถุรอบตัว มันทำให้เราเหมือนอยู่ในกำแพงที่เราสร้างขึ้นมา กลับกลายเป็นกรงที่ขังตัวเองไว้อย่างนั้นไม่ให้ไปไหนได้ การจะปลดปล่อยตัวเองแบบบ้าๆ ซักครั้งโดยลืมตัวตนของตัวเองไป และกลับมาเกิดใหม่โดยปราศจากพันธนาการต่าง ๆ รวมไปถึงความเป็นตัวกู ของกู นั้น มันคงจะเป็นความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว
ป้ายกำกับ: talkabout
Another Earth (2011) : กับตัวตนที่หายไป
วันจันทร์, พฤศจิกายน 07, 2011 by annlanding
ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์ sci-fi ที่เี่กี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือ สิ่งอะไรก็ตามที่มันไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกกลม ๆ ใบนี้ เพราะมันทำให้รู้สึกตื่นเต้น คึกคัก อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ไม่สามารถเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปAnother Earth ชื่อเรื่องก็บอกอยู่ชัดเจนว่า มันมีโลกอีกใบ อยู่บนนั้น น่าสนุกไหม อยู่ีดี ๆ ก็มีโลกอีกใบโผล่มาให้เห็นซึ่ง ๆ หน้า โลกที่เราเองก็คุ้นเคยดี เพียงแต่มันไม่ใช่โลกที่เรากำลังยืนอยู่ มันน่าค้นหาดีแท้
เมื่อดูไปเรื่อย ๆ หนังที่เราคิดว่ามันน่าจะมีมนุษย์ต่างดาวโผล่ มีฉากจานบิน ฉากนอกโลก มันกลับกลายเป็นหนังที่เป็นอะไรที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า ติดดิน เอามาก ๆ Another Earth เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหญิงที่ชื่อ Rhoda Williams ผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้เธอต้องเอาชนะจิตใจตัวเองอย่างใหญ่หลวง โดยมีเบื้องหลังเป็น ปฎิกิริยา ของผู้คนต่อเหตุการณ์ การค้นพบ "โลกใบที่ 2" ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอเองและนักประพันธ์เพลงชื่อดังอย่าง John Burroughs
การดำเนินเรื่องโดยนำความเป็น sci-fi เข้ามาเสริมให้เป็นหนังที่ไม่ราบเรียบจนเกินไป โดยยก "โลกใบที่ 2" ที่เหมือนโลกที่เราอยู่ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งตัวเราบนโลกใบนั้น ขึ้นมาเป็นตัวอุปมา อุปมัย เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเราเองนับเป็นรายละเีอียดที่ลึกซึ้งและกินใจมาก คำถามเกี่ยวกับ การมองตัวเราผ่านโลกอื่น การปล่อยวาง การค้นพบและให้อภัยตัวเอง เป็นหนึ่งในข้อความที่ผู้กำกับต้องการสื่อผ่านหนังไปถึงตัวผู้ชม ว่า ทุกวันนี้สิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราจนโตขึ้นมานั้น มันได้ทำให้เราหลงลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไปหรือเปล่า เรามีสังคม เราแคร์คนรอบข้าง เราช่วยเหลือใคร ๆ แต่เราลืมที่จะคุยกับตัวเองว่าเราต้องการอะไรไปหรือเปล่าและอีกข้อความที่หนังพยายามสื่อให้เห็นเป็นคำพูดที่ชัดเจนก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงแค่เรามองไปอีกด้านหนึ่งเท่านั้นเอง
ต้องยอมรับว่าตอนแรกที่ดู คาดหวังว่ามันคงเป็นหนังที่เผยให้เราเห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ในแบบที่เราคงจะอึ้งมาก ๆ แต่พอดู ๆ ไป ไอ้สิ่งที่เราคิดว่ามันไกลตัวมาก ที่แท้ ความสับสน ว้าวุ่นทั้งหลายมันอยู่ในใจเรานี่เอง หากเราไม่คุยกับตัวเอง ไม่ถามตัวเองว่าต้องการอะไร เราคงจะคอยตามหาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงไปเรื่อย ๆ เพราะแม้แต่ตัวเราเอง เรายังไม่รู้เลยว่าเราเป็นคนยังไง และ โลกใบที่ 2 จริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมเลย ถ้าเราคิดจะค้นมันให้เจอ...
ป้ายกำกับ: talkabout
ถ้าจะต้องเลือกสาว 30 สักคน.....
วันเสาร์, พฤศจิกายน 05, 2011 by annlanding

ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปซักสิบยี่สิบปีก่อนหน้านี้ การที่จะบอกใคร ๆ ว่าเรายัง "โสด" ในวัยสามสิบปี นี่คงจะมีคนแอบนินทากันให้แซด ถึงความ "ไม่มีใครเอา" จนต้องแบกสังขารมาจนอายุเข้าเลขสาม! ดูมันแก๊แก่ เอาไปทำประโยชน์อะไรไม่ได้เอาเสียเลยน้ะ ไอ้เลขสามนี่
แต่ลองมาดูตอนนี้สิ สาวโสด เดินแทบจะชนกันตาย ไม่ต้องพูดถึงหลักสามหรอก หลักสี่ที่เป็นโสดก็เยอะอยู่ ยากที่จะหาเหตุผลมาบอกว่าทำไมคนอยู่กันเป็นโสดมากขึ้น เพราะต่างคนก็ต่างมีเหตุผลในการครองโสดของตัวเอง ความเป็นอิสระเสรีในการใช้ชีวิตก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ หรือผู้ชายกินกันเองซะเยอะ ก็ไม่รู้เหมือนกันสิ ชายแท้เหลือน้อยเต็มที จะให้ไปตบตีแย่งชิงก็คงเหนื่อยเปล่า สู้ทำมาหาเลี้ยงตัวเองดีกว่า ประมาณนั้น
ไอ้ความโสดในวัยสามสิบคงจะมีคนลืม ๆ เลือน ๆ กันไปถ้าไม่มีหนังที่เล่นกับเลขสามสิบ มาตอกย้ำกันให้เจ็บช้ำกันอีกระลอก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ค่ายหนังสองค่าย ถึงได้หยิบเอาเรื่อง ๆ เดียวกันมาเล่นเหมือนกับว่าโครงเรื่องของค่ายไหนก็ค่ายหนึ่งนี่แหละ ถูกขโมยไปบอกต่อ แล้วอีกค่ายก็จัดการเอามายำ ๆ ทำเกาเหลาใส่เนื้อเรื่องใหม่ให้มันไม่เหมือนกันเด๊ะ ๆ จนเกินไป มองในแง่ผู้บริโภคแล้วก็งง ๆ ดี เหตุการณ์มันเหมือนที่ครั้งหนึ่งหนังอนิเมชั่นของสองค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่ อย่าง Disney/Pixar และ Dreamworks เคยเล่นประเด็นเกี่ยวกับ "แมลง" ยังไงยังงั้น จำกันได้ไหม ก็ Antz (1998) กับ A Bug's life (1998) นั่นไง เล่นประเด็นเดียวกันแต่เนื้อเรื่องไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียวจนน่าเกลียดเกินไปนัก ถึงแม้จะมีกลิ่นกรุ่น ๆ ของกันและกันอยู่ก็ตาม
วกกลับมาที่สาวสามสิบทั้งสองของเรากันดีกว่า แรก ๆ เมื่อดูได้ทราบข่าวของหนังทั้งสองเรื่องนี้ดูไปแล้วช่างเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว "30+ โสด on sale" มุมแดง ถูกส่งขึ้นชกจากค่ายสหมงคลฟิล์ม และมุมน้ำเงิน "30 กำลังแจ๋ว" ถูกส่งโดยค่า M39
หนังเล่นเกี่ยวกับเลขสามทั้งคู่ และมีดาราแม่เหล็กหญิงระดับแนวหน้าทั้งคู่ เอากับเค้าสิ นี่มันรวมหัวกันหลอกเงินคนดูให้ไปดูทั้งสองเรื่องชัด ๆ
เมื่อหนังทั้งสองเรื่องเริ่มเปิดตัวแบบวับ ๆ แวม ๆ มองปราดแรก มุมแดงขอเรียกสั้น ๆ ว่า "โสดฯ" ดูมีภาษีเหนือกว่า มุมน้ำเงิน "30ฯ"อยู่หลายก้าว ไม่ต้องมองไปไหนไกล แค่ได้ผู้กำกับ "สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก" มานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง ก็แทบจะการันตีความซึ้งของหนังได้แล้ว และอีกทางหนึ่งที่ได้เปรียบเล็ก ๆ ก็คือ ตัวอย่างหนัง ของ "โสดฯ" ดูแล้วเข้าตากว่าตัวอย่างหนังของ 30ฯ
อยู่ก้าวหนึ่ง ยังไม่นับรวมที่หนัง "30ฯ" ตัดสินใจเลื่อนฉายจากเดิมเดือนตุลาคม ไปเป็นต้นเดือนพฤศจิกายน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของหนัง "30 กำลังแจ๋ว" ยิ่งดูมีภาษีน้อยเหลือเกินที่จะเข้ามาต่อกรกับ "โสดฯ" ได้
เพื่อความเท่าเทียมจึงรอจนได้ชมหนังทั้งสอง แล้วถึงเอามาเปรียบเทียบกัน....
หลังจากที่ได้ดูหนังจบทั้งสองเรื่อง มันทำให้รู้ได้เลยว่าค่ายไหนน่าจะเป็นเจ้าของพล็อตดั้งเดิมแต่แรก....
ความละเอียดอ่อน ในบทภาพยนตร์
ครั้งนี้คงต้องจิ้มนิ้วไปที่ค่าย m39 เจ้าของเรื่อง "30 กำลังแจ๋ว" มันมีความละเอียดอ่อนจนสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในเรื่อง ความเจ็บปวด ความอดกลั้น ความอึดอัดใจ ความเสียใจและความขำ มันดูแล้วจับต้องได้ เป็นอารมณ์ที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่จริง ๆ เป็นอะไรที่แม้กระทั่งออกจากโรงก็เอาไปคิดต่อได้ ถึงความรู้สึกพวกนี้
"โสดฯ" เปรียบได้กับหนัง โรแมนติคคอเมดี้ ที่ก็อปปี้มาจากหนังฮอลีวู้ดสมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมอยู่ในหนังเลย มันเหมือนให้นางเอกมาแสดงอะไรที่เวอร์ ๆ ให้คนดูได้ยิ้ม แต่มันเป็นยิ้มแบบที่ยิ้มแล้วก็จบไป ไม่ได้ยิ้มแบบตรึงใจซักเท่าไหร่ บทอ่อนเกินไปที่จะทำให้เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกและพระเอกนมันมีอยู่จริง และเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะไม่ได้อยู่ในโลกความเป็นจริงเกินไป
การแสดงของพระ-นาง
ยอมรับว่าเมื่อดู "30 กำลังแจ๋ว" ตอนต้น ๆ รู้สึกรำคาญบุคลิกของพระเอกน้อยเสียเหลือเกิน ดูแล้ว มันค่อนไปทางปัญญาอ่อนมากกว่าน่ารักน่าชังเหมือนที่ป้า ๆ ในเรื่องชื่นชมกัน แต่เมื่อดูไปเรื่อย ๆ กลับเริ่มรู้สึกถึงความรู้สึกภายในที่ถูกเก็บไว้ ความรักที่มีให้นางเอกคนสวยของเราอย่างจริงใจ จนทำให้อดแอบเชียร์อยู่ในใจลึก ๆ ไม่ได้ ส่วนนางเอกของเราในครั้งนี้ แสดงได้เป็นธรรมชาติมาก ดูแล้วเชื่อ ว่านี่คือ ผู้หญิงคนนึงเท่านั้น มีผิดหวัง มีสมหวัง ได้เหมือน ๆ กับคนทั่ว ๆ ไป ต้องยอมรับว่า อั้ม สลัดภาพซุปเปอร์สตาร์เมืองไทย ออกไปจนสิ้นซาก เพราะขณะที่ดู เราเชื่อว่านี่คือ จ๋า หญิงสาว คนนึงจริง ๆ ไม่ใช่ อั้ม ภัชราภา แต่อย่างใด
"โสดฯ" จะใจร้ายเกินไปไหม ถ้าจะบอกว่า พลอย ไม่เหมาะกับบทคอเมดี้ มันดูเก้ง ๆ ก้าง ๆ ไม่เป็นธรรมชาติ และดูแล้วมันคือ พลอย เฌอมาลย์ เอามาก ๆ ไม่ว่าจะแสดงเรื่องไหน เธอ ไม่สามารถสลัดภาพ พลอย ออกไปได้เลยซักเรื่อง ถึงแม้เรื่องที่จะทำได้ดีอย่าง ชั่วฟ้าดินสลาย เราก็ยังคิดว่านั่นคือ พลอย อยู่ดี เพียงแต่มันเป็นบทที่เข้ากับบุคลิกเธอเท่านั้น ส่วน เป้ อารักษ์ ก็ยังคงเป็น เป้ ในแบบที่ออกจะติงต๊องกว่าเก่า แต่ไม่รู้สิ มันไม่ได้รู้สึกเลยว่า เป้ ชอบพลอย และชอบเพราะอะไร และตั้งแต่ตอนไหนกัน มันเหมือนกับว่า คนทั้งคู่ตีบทไม่แตกเลยก็คงจะใช่
การดำเนินเรื่อง
เหมือนกับว่า โสดฯ จะดำเนินเรื่องให้เริ่มต้น และจบลง แบบไว ๆ เหมือนทำให้มันจบ ๆ เรื่องไป เป็นสูตรสำเร็จ ยัดมุขนั้นนิด มุขนี้หน่อย เหมือนเป็นหนังตลกมากกว่าเป็นหนังรักเรื่องนึง ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งให้สัมผัสได้เลย ไม่มีจริง ๆ เริ่มจาก อกหัก เจอผู้ชาย ไปเที่ยวกัน เจอคนใหม่ ไปเที่ยวกัน แอบหึงคนเก่า แล้วก็นึกได้ว่าชอบใคร มันสูตรสำเร็จเอามาก ๆ ถ้าจะขยายความลึกซึ้ง หรือความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ระหว่าง เป้ และ พลอย อีกซักนิด มันจะเสียเงิน หรือเสียกำลังคิดกว่านี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ บอกตรง ๆ ว่าคิดว่าพระนางคู่นี้รู้จักกันเต็มที่สามสี่วันเท่านั้น เลยไม่คิดว่า จะเอาเวลาที่ไหนมารักกันได้
"30 กำลังแจ๋ว" การดำเนินเรื่องละเมียดละไมกว่า โสดฯ หลายขุมอยู่มาก มีการสับเปลี่ยนไปมา ระหว่างความจริง ความหลัง มีที่มาที่ไปที่รองรับกันอยู่อย่างมีน้ำหนัก ไม่หลวมโครกเหมือน โสดฯ ที่เนื้อเรื่องกระโดดไปมาจับจุดไม่ได้เลย ถ้าจะบอกว่า ผู้กำกับ สิ่งเล็ก ๆ ทำเรื่องนี้ บางทีเราอาจจะเชื่อมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
หากจะบอกว่าผู้กำกับ โสดฯ พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ล้มเหลวในเรื่องนี้ ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก มันเหมือนกับว่าความสำเร็จจากเรื่อง สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก ทำให้หลงทางมากกว่า เพราะหากนับกันที่รายรับของหนัง สิ่งเล็ก ๆ และคู่แข่งคราวก่อนอย่าง กวน มึน โฮ จากค่าย GTH จะเห็นได้ว่า กวน มึน โฮ ประสบความสำเร็จในด้านรายรับจากการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้มากกว่า แต่ถ้ามองกันให้ดี ความสากลของหนัง สิ่งเล็ก ๆ ดังในหลายประเทศมากกว่าและดังยาวนานกว่า กวน มึน โฮ มากนัก เพราะพล็อตเรื่องที่มันลึกซึ้งและละเอียดอ่อนของ สิ่งเล็ก ๆ มันเป็นอะไรที่มีความสากล และเข้าถึงคนทุกชาติได้มากกว่านั้นเองจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม สิ่งเล็ก ๆ ถึงเป็นหนังในดวงใจของคนหลาย ๆ ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เลยไม่แน่ใจว่า คุณพุฒิพงศ์ อยากลองจับงานคล้าย ๆ กวน มึน โฮ บ้างหรืออย่างไร ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็สร้างลายเซ็นต์ในการทำหนังของตัวเองไว้ดีอยู่แล้ว ถึง โสดฯ จะไม่ประสบความสำเร็จในแง่คำวิจารณ์ แต่ก็ยังหวังว่า คุณพุฒิพงศ์ จะกลับมาอยู่ในแนวทางของตัวเองได้อีกครั้งในเรื่องหน้า ก็ได้แต่รอชม
ส่วนค่าย m39 ที่มีผู้กำกับหนังเรื่อง พริกขี้หนูกับหมูแฮม อย่างคุณ คิง สมจริง ศรีสุภาพ ที่กลับมาสร้างความบันเทิงให้คอหนังโรงอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่ทำให้พวกเราต้องผิดหวังในผลงานเลย ก็ได้แต่หวังว่า หลังจากนี้ไป คนไทยคงจะได้ชมหนังดี ๆ จากสองผู้กำกับหนังรักมือเอกกันอีกซักรอบนึง เป็นการแก้มือในครั้งถัดไป เพราะที่สุดแล้ว การแข่งขัน ในแง่ดี มันจะทำให้มีแต่สิ่ง ๆ ดี ๆ เข้ามาในสังคมเรานั่นเอง
ป้ายกำกับ: talkabout
50/50 (2011) : เมื่อถึงเวลาต้องเลือกข้าง
วันศุกร์, ตุลาคม 21, 2011 by annlanding
"You can't change your situation. The only think that you can change is how you choose to deal with it."
Katherine
ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง 50/50 ในจังหวะเวลาเดียวกับที่บ้านเราเจอสถานการณ์น้ำท่วมรายวัน ณ วันที่ดู ยังคงลุ้นอยู่ว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ไหม เพราะมีหลายเสียงบอกว่าโอกาสที่จะเกิด 50/50 เช่นเดียวกับที่พระเอกของเรื่อง อดัม (Joseph Gordon-Levitt) ได้ทราบจากอินเตอร์เน็ตว่าโรคมะเร็งที่เขาเพิ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์นั้นมีโอกาสรอดชีวิตเพียงแค่ 50/50.
จากข่าวร้ายกลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะไม่ว่าจะเป็นการเลือกอยู่กับ 50 ตัวไหน มันก็สามารถสอนเราได้ทั้งนั้น
ถ้าอดัมเลือกที่จะอยู่กับ 50 แรกที่แปลว่า รอดชีวิต เค้าก็จะได้รับรู้ว่าชีวิตนี้มีค่าแค่ไหน และการมีชีวิตอยู่ในทุก ๆ วันอย่างปกติสุขไร้โรคภัยนั้นมันแน่นอนเสียยิ่งกว่าความหวาดระแวงต่าง ๆ ในชีวิตที่เขาเคยมีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการไม่กล้าขับรถ เพราะคิดว่าอุบัติเหตุรถยนต์เป็นสาเหตุหลัก ๆ ของการเสียชีวิต การไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และคิดว่าการทำตัวถูกต้องตามกฎระเบียบทุกอย่างมันจะเป็นเครื่องมือยืนยันว่าชีวิตเค้าจะสมบูรณ์แบบ แต่เปล่าเลย ความเคร่งเครียดตลอดเวลาเหล่านี้ต่างหากมันกลับกลายเป็นตัวเร่งให้ชีวิตของเค้าให้สั้นขึ้นอีก
และถ้าอดัมเลือกที่จะอยู่กับ 50 หลัง ที่แปลว่า ไม่รอด เค้าก็ยังได้รับรู้อีกว่า ยังมีคนรอบตัวของเค้ามากมายที่รักและเป็นห่วงเค้าอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทตัวแสบสมัยเรียนอย่าง ไคล์น (Seth Rogan) ที่รักและแคร์อดัมมากจนไม่กล้าแสดงความรู้สึกสงสารออกมาให้เพื่อนได้รับรู้เพราะกลัวว่าจะไปกระทบใจของอดัมเอง ตรงจุดนี้แทบจะเรียกน้ำตาออกมาได้ทันที ในฉากที่อดัมได้รู้ความจริง ว่าจริง ๆ แล้วเพื่อนจอมแสบที่วัน ๆ นึกถึงแต่เรื่องเซ็กส์นั้น จริง ๆ แล้วรักเค้ามากแค่ไหน หรือแม้แต่แม่แท้ ๆ ของอดัมเอง ที่เหมือนจะเป็นผู้หญิงที่แกร่งไม่เคยรู้สึกอะไร ที่จริงแล้วก็มีจุดอ่อนแอเหมือนคนทั่ว ๆ ไปที่อดัมเองก็เพิ่งได้รู้
จะถือได้ว่า มะเร็งร้าย ที่กำลังจะคร่าชีวิตของอดัมในครั้งนี้ได้ช่วยเปลี่ยนมุมมองและทัศคติต่อการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างของอดัมไปอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับว่าแทนที่เราจะไปโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือคนนั้นคนนี้ ว่าทำให้เราแย่ ทำให้เราป่วย เราก็ยอมรับมันเสียและพยายามอยู่กับมันให้ได้ และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แสดงออกมาให้เห็นผ่านอารมณ์ขันของตัวละครทั้งอดัมและไคล์น ซึ่งสามารถทำให้เราน้ำตาซึมไปด้วยและหัวเราะไปด้วยในเวลาเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงของอดัมยังได้ช่วยรักษาหัวใจของจิตแพทย์ฝึกหัดที่เพิ่งอกหักจากคนรักอย่าง Katherine ให้กลับมามีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง อดัม ได้สอนให้ Katherine รู้ว่าหากเราเองไม่ยอมรับว่าเราป่วย ไม่ว่าจะป่วยกาย หรือป่วยใจ เราก็จะเอาความป่วยของเรานั้นไปทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ดั่งเช่นที่ Katherine เองก็ไม่สามารถเป็นจิตแพทย์ให้กับ อดัม ได้ เพราะสภาพจิตใจเธอเองยังไม่พร้อมที่จะดูแลใครได้นั่นเอง
หากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังยอดเยี่ยมของปี 2011 ก็คงจะไม่ประหลาดใจเลย เพราะมันทำให้เดินออกจากโรงหนังด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาแต่ก็ยังสามารถยิ้มออกมาได้นั่นเอง...
ป้ายกำกับ: talkabout
127 Hours (2010) : หนังในดวงใจในยามที่อยากปลีกตัวอยู่คนเดียว
วันพุธ, กันยายน 14, 2011 by annlanding
เคยมั้ย? ในวันที่หัวใจบาดเจ็บจนแสนสาหัส ในวันที่ล้มลงกองกับพื้นและยังมองไม่เห็นทางข้างหน้าว่าจะลุกขึ้นมาได้ยังไงไหว มันเจ็บและสับสนจนไม่อยากจะออกไปเจอหน้าผู้คนหรือทำกิจกรรมอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว อยากจะอยู่เงียบ ๆ พักใจ ทบทวนในเรื่องต่าง ๆ เพื่อคุยกับใจตัวเองว่าจะเอายังไงต่อไปดี
แต่ในโลกความเป็นจริง ยังคงต้องทำงาน ต้องพบปะเพื่อนฝูง และยังต้องร่าเริง ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อปิดบังความอ่อนแอเหล่านั้นไม่ให้ใครต้องมาห่วง ความเจ็บปวดเหล่านั้นเกิดจากใจเราเอง ต่อให้ใครสิบคน ร้อยคนมาปลอบใจยังไง ถ้าเราปรับใจเราเองไม่ได้ ความเจ็บปวดมันก็ยังคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป
เรื่องราวของความบาดเจ็บเหล่านี้ เมื่อมาเทียบกับ ความบาดเจ็บและแทบจะหมดหวังในการมีชีวิตรอดของ Aron Ralston หนุ่มนักผจญภัยคนนี้ มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง Aron เลือกที่จะเดินทางตัวคนเดียว แต่ไม่ได้เลือกที่จะต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอกอย่างที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มที่รักการอยู่คนเดียว รักการไต่เขา รักการท่องเที่ยว กิจกรรมที่เหมือนกับว่าน่าจะทำให้เค้าได้มีเวลาคิดเกี่ยวกับตัวเอง แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ มันกลับกลายเป็นว่า การที่เค้าได้เดินทางคนเดียวแบบนี้ มันแค่ช่วยตอบสนองความสนุก และความคะนองส่วนตัวของเค้าเพียงเท่านั้น ครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งแฟน กลายเป็นคนนอก เป็นภาระทางใจของเค้ามากกว่าที่จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
ดังนั้นอุบัติเหตุที่เกือบจะคร่าชีวิตของ Aron ในครั้งนี้ จึงกลับกลายเป็นห้องฝึกสมาธิชั้นดีที่ช่วยเพาะบ่มแกมบังคับให้จิตใจของเขาสงบนิ่ง ถ้าจะบอกว่าฟ้ากำหนดให้เขาได้ลองอยู่นิ่ง ๆ ซักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อสั่งสอนให้ได้ลองมองย้อนกลับไปถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ครอบครัวและผู้คนรอบข้าง ว่ามีความหมายแค่ไหนสำหรับเขา และนานเท่าไหร่แล้วที่เค้าได้หลงลืมความรู้สึกเหล่านั้นไป
การติดอยู่กับที่ไม่ได้เคลื่อนไหวนาน ๆ ทำให้เราเริ่มกลับมามองใจของเราเอง เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างในเริ่มจากความหงุดหงิดกลับกลายเป็นความหวาดกลัว ฟุ้งซ่าน แต่ความเงียบรอบตัวที่ปราศจากสิ่งปรุงแต่งใด ๆ ทำให้ความทรงจำต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเองและคนใกล้ชิดค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนมาอย่างเงียบ ๆ แต่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เขาเคยจำได้ ความสุขต่าง ๆ ในชีวิตที่เมื่อก่อนแทบไม่ได้นึกถึงเพราะความทุกข์นอกกายมาบดบังจนมิด เริ่มค่อย ๆ กลับมาทำให้เห็นว่าชีวิตมันไม่ได้เลวร้ายเสมอไป สิ่งดี ๆ ทั้งหลายซ่อนอยู่รอบกายไปหมด เพียงแต่เราเลือกที่จะมองมันหรือไม่เท่านั้นเอง ความทรงจำเหล่านี้เป็นกำลังใจชั้นดีให้ Aron เกิดความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะเอาชีวิตรอดอีกครั้งหนึ่ง เพราะการกลับไปมีชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยมุมมองใหม่จากการเห็นความสุขในชีวิตเหล่านี้ มันคงจะเป็นสิ่งคุ้มค่าที่เค้ายอมที่จะเสี่ยงตายเพื่อมันเป็นครั้งสุดท้ายนั่นเอง
มองตัวละครแล้วก็ย้อนดูตัว บางครั้งปัญหาต่าง ๆ รุมเร้าให้เราเห็นแต่ด้านร้าย ๆ ในชีวิตจนรู้สึกว่า อยากไปติดกับแบบ Aron ดูซักครั้ง เพราะเมื่อยังไม่เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ตัวเราเองมักมองเห็นปัญหาของตัวเองใหญ่เหลือเกิน ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเมื่อไม่เห็นคุณค่าของมัน แล้วเราจะเอากำลังใจที่ไหนยืนหยัดบนโลกใบนี้ต่อไปได้ล่ะจริงไหม....
ป้ายกำกับ: talkabout
Transformers : Revenge of the Fallen (2009) หนังระเบิดภูเขา เผากระท่อมยุคไฮเทค
วันพุธ, กรกฎาคม 01, 2009 by annlanding

ในยุคที่หนังเข้าโรงอาทิตย์ละสี่เรื่อง และในวัยที่การดูหนังในโรงเป็นอะไรต้องใช้ความอดทนในการนั่งร่วมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน ๆ จนทำให้รู้สึกอึดอัด คันเนื้อคันตัวอย่างทุกวันนี้ แถมยังต้องมานั่งดมกลิ่นเท้า กลิ่นน้ำหอมฉุน ๆ จากคนข้าง ๆ ยิ่งพาลให้เข็ดกับโรงหนังเข้าไปใหญ่ แต่ละครั้งที่จะยอมลากสังขาลตัวเองไปดูหนังโรงคงต้องเลือกแล้วเลือกอีก ว่าเรื่องไหนเหมาะสมที่จะได้เงินในกระเป๋า และแลกกับการยอมลำบากนั่งไม่สะดวกสบายตัว
และหวยมาลงที่ Transformers : Revenge of the Fallen ความอยากดูเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะติดใจ Special effects ที่อลังการงานสร้างจากภาคที่แล้ว เพราะยอมรับว่าภาคก่อน ดูไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย Autobots หรือฝ่าย Decepticons มันจะแปลงร่างจากอะไรเป็นอะไร ก็ยอมรับว่า ดูไม่ทัน เพราะเห็นแต่ก้อนแข็ง ๆ เหลี่ยม ๆ ผ่านจอไป ผ่านจอมาจนเวียนหัวไปหมด แต่ความอยากดูมันมาจาก อารมณ์เบื่อในงานที่ทำ เบื่อในสภาพเศรษฐกิจและสังคมรอบด้าน เบื่อในบรรยากาศเงียบงันในแบบที่บ้านเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ความต้องการให้ร่างกายหลั่งสารอดรีนาลีนออกมากระตุ้นต่อมความสุขอย่างแรงกล้า จึงทำให้พาตัวเองออกไปซื้อตั๋วดู Transformers
เปิดฉากมามันก็ฉะใส่กันตั้งแต่ฉากแรกลากยาวไปเกือบสิบนาที ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนยังจับต้นชนปลายไม่ถูก รู้แต่ว่า เออ ภาคนี้หุ่นยนต์มันตัวใหญ่ดีว่ะ สะใจดี และหลังจากนั้น ก็มีบทพูดนิด ๆ หน่อย ๆ พอหอมปากหอมคอ แล้วก็หุ่นยนต์ทั้งสองฝ่ายก็ใส่กันยาวไปตลอดเรื่อง ทำเอาตาแทบไม่ได้กระพริบ เพราะเกรงว่าเดี๋ยวจะพลาดช็อตเด็ด ๆ ไป ดูหุ่นมันฟาดฟันกันกัน โดยมีมนุษย์ตัวเล็ก ๆ วิ่งหนีไปมาอยู่ข้างล่าง ด้วยความที่โตมาก็ถึงวัยที่สมองมักจะเชื่อในเรื่องเหตุและผล ก็ไม่วายทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ไม่มีใครตายเลยเหรอ?... ตึกถล่มลงมาขนาดนั้น เศษเหล็กหล่นมาขนาดนั้น แถมมันยิงกระสุนใส่กันเป็นห่าฝน มันรอดกันมาได้ไงฟะ???แล้วทำไมตัวร้ายมันฝ่าระบบรักษาความปลอดภัยง่ายอย่างเนี่ย ไหนบอกว่า ระบบความปลอดภัยระดับสูงสุดไง ดู Prison Break ขนาดไม่ป้องกันแน่นหนาแบบนี้ กว่าพระเอกจะแหกออกมาได้ก็แทบตาย (- _-' )
หลังจากสมองแว้บไปคิดอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลอยู่พักนึง มันก็เริ่มนึกได้ด้วยตัวมันเองว่า เออ นี่ไม่ได้มาดูเอาเหตุเอาผลนี่หว่า แต่มาดูเพื่อกระตุ้นสารอดรีนาลีน ไม่ได้มาดูหนังดราม่าประดับสมอง ว่าแล้วมันก็หยุดประมวลผลหลักเหตุและผลและเริ่มสนุกกับฉากแอ็คชั่นมัน ๆ ที่ดูรู้เรื่องกว่าภาคแรก ดูพระเอกแอ็คชั่นแนวขำ ๆ คนใหม่ต่อจาก Will Smith ดูนางเอกที่สวยขึ้นจากภาคก่อนอีกเท่าหนึ่ง ดูฉากแปลงร่างจากรถเป็นหุ่น จากหุ่นเป็นรถแบบเจ๋ง ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ดูฉากยิงถล่มทะเลทรายแบบมัน ๆ และดูจุดจบของ Fallen ที่ลุ้นมาตั้งแต่ต้นเรื่องว่ามันจะตายยากแค่ไหน.......อันนี้คิดเอาเองว่ามันตายยากแค่ไหน
หลังจากหนังจบสิ่งที่อยากได้ก่อนเข้าดู ก็ได้รับการเติมเต็ม ยอมรับว่าไม่เคยชอบในตัวผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ มาตั้งแต่เรื่อง Pearl Harbor (2001) เพราะความไม่สมจริงในเนื้อเรื่อง รวมไปถึงความล้นของ Special effects แต่ในเมื่อผู้กำกับเทวดาคนนี้ตั้งใจจะทำหนังแนวแอ็คชั่นทำลายล้างให้เป็นลายเซ็นต์การทำหนังของแกให้ได้แล้ว นับว่า Transformers ก็เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงประดับหิ้งของแกได้สำเร็จ เพราะมันได้กลายเป็นมาตรฐานของหนังระเบิดภูเขา เผากระท่อมของโลกยุคใหม่ไปแล้วนั่นเอง
ป้ายกำกับ: talkabout
Civil War : สงครามกลางเมืองที่ทุกคนถวิลหา?
วันพุธ, เมษายน 15, 2009 by annlanding
เมื่อยังเป็นเด็ก กี่ครั้งที่ดูข่าวต่างประเทศแล้วเห็นประเทศนั้นประเทศนี้สู้รบกัน เกิดสงครามกลางเมือง หรือมีม็อบประท้วงดุเดือด ทำให้คิดอยู่เสมอว่า เราโชคดีแล้วที่ประเทศไทยไม่เป็นแบบเขาและไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรอย่างนี้ในประเทศไทย เพราะบ้านเมืองเรามีผู้คนที่เป็นมิตร ไปไหนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจให้แก่กันและกัน ฝรั่งมังค่าก็ชื่นชมบอกว่า "คนไทยใจดี" และสิ่งสำคัญที่สุด คนไทยทุกคนมีศูนย์รวมจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือ องค์พระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่มีแม้แต่ความคิดอยู่ในหัวเลยว่า ชาตินี้จะมีเหตุการณ์แบบที่เคยเห็นจากประเทศอื่นเกิดกับบ้านเมืองเราบ้าง มันคงเริ่มจากเหตุการณ์ฆ่ารายวันในภาคใต้เมื่อหลายปีก่อนหน้า แต่นั่นก็เป็นเพราะคนชาติอื่นเข้ามาทำลายความสงบ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าบ้านเราจะมีวันที่คนไทยด้วยกันแตกคอกันเองได้ จนเมื่อเกิดสงครามระหว่างสีนั่นเองที่ทำให้ความคิดแบบเด็ก ๆ เหล่านั้นเริ่มหดหายไปทีละน้อย
ไม่อยากจะเชื่อว่า ตอนนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความหวาดระแวงไปทั่วทุกพื้นที่ การจะทำความรู้จักกับใครซักคน ความระแวงอย่างหนึ่งมักเกิดอยู่ในใจ ว่าคน ๆ นี้ "สีอะไร" หากตัวแทนแห่งสีเหล่านั้นรู้จักแยกแยะ ว่าการเมืองเป็นความคิดส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน มันก็พอโล่งใจ แต่ในปัจจุบันมันกลับกลายเป็นว่า สีต่างกัน มันต้องเป็น "ศัตรู" กันไปเสียแล้ว เพื่อนบ้านที่เคยยิ้มให้กัน กลายเป็นคนที่ทักกันอย่างแกร็น ๆ เพื่อนร่วมงานไม่มองหน้ากันเพราะอยู่คนละข้าง คนในครอบครัวเดียวกันทะเลาะกันครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์เดิม ๆ มันยังดำเนินอยู่ แต่ในใจแต่ละคนนั้นมันได้สร้างกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว และสิ่งนี้เองที่ทำลายความไว้ใจซึ่งกันและกันไปจนหมดสิ้น หรือสังคมไทยที่น่ารักดั่งเช่นเมื่อรุ่นปู่ย่าตายายของเรามันจะมลายหายไปในยุคนี้เสียแล้ว
ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงต้องการให้เกิดความแตกแยกในประเทศ สีบางสี ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง เพื่ออะไร ? เพื่อที่ทุกคนจะได้กลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่พร้อม ๆ กันใช่หรือไม่ อาจเป็นเพราะคนสม้ยนี้ เกิดหลังจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในบ้านเรานานจนลืมกันไปแล้วว่า เหตุการณ์เหล่านั้นฝากบาดแผลอะไรให้ประเทศชาติและจิตใจคนไทยบ้าง สังคมที่อ่อนแอ บูชาแต่วัตถุทำให้คนเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ เคยคิดกันหรือไม่ว่า เมื่อเกิดสงคราม ชีวิตจะบัดซบเพียงใด ชีวิตที่ปกติสุขและมีสันติที่เรามีกันมาหลายสิบปีนี้ไม่พออีกหรือ เราเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไรกัน เคยคิดหรือไม่ว่า สงคราม จะนำอะไรมาสู่ชีวิตกันบ้าง ความแร้นแค้น อดอยาก ความสูญเสีย สูญสิ้น คงยังไม่เคยได้เจอกัน ถึงได้เรียกร้องอะไรมากมายเหลือเกิน
หากยังมองไม่เห็นภาพของสงครามกลางเมือง ก็ขอให้มองไปที่ภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองเหล่านี้ ที่น่าจะเป็นอุธาหรณ์ได้ว่า สงครามกลางเมืองนั้น มันไม่ได้น่าพิสมัยอย่างที่คิดกันไว้แม้แต่น้อย
1. Gone with the Wind (1939)
คงไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับภาพยนตร์คลาสสิคตลอดกาลอย่าง วิมานลอย เรื่องนี้ สงครามกลางเมืองของอเมริการะหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานกว่า 4 ปี และสูญเสียทหารไปทั้งสิ้น 640,000 นายไม่นับรวมการเสียชีวิตของพลเมืองที่ไม่สามารถประเมิณได้ ผลกระทบต่อผู้คน โดยเฉพาะตัวละครเอกในเรื่อง ทำให้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสงครามกลางเมืองของชาติอเมริกาได้ดี และหากได้อ่านหนังสือด้วยแล้วจะยิ่งเห็นความโหดร้ายของสงครามว่ามันทำให้ชีวิตที่เคยสุขสบายของผู้คนเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายเพียงใด ถึงแม้จะเป็นสงครามกลางเมืองแต่อย่างน้อยเค้าก็แบ่งฝ่ายชัดเจน ระหว่างรัฐเหนือกับใต้ ไม่เหมือนบ้านเราที่แบ่งฝ่ายกันไปทุกอำเภอทุกจังหวัด อย่างนี้คงหาความสามัคคีได้ยากเต็มที
2. Blood Diamond (2006)
สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 11 ปีในสาธารณรัฐเชียร์รา ลีโอน ที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฎ RUF (Revolutionary United Front) เหตุการณ์ที่ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปมากกว่าแสนคนและมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนเป็นผู้พิการถึง 2 ล้านคน นับเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาชนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องกลายมาเป้นตัวประกันให้กับฝ่ายกบฎและรัฐบาล ความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามครั้งนี้ ทำให้คิดได้ว่าเราโชคดีอย่างหนักที่ไม่ได้เกิดมาในประเทศนี้
สองเรื่องหลังอาจจะไม่สามารถเรียกว่า Civil War ได้อย่างเต็มปากนักแต่มันก็คือสงครามระหว่างคนเชื้อชาติเดียวกันนั่นเอง
3. Full Metal Jacket (1987)
คืบเข้ามาใกล้ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างเวียดนามกันบ้าง สงครามระหว่างเวียดนามเหนือ (ฝ่ายคอมมิวนิสต์) และเวียดนามใต้ (ฝ่ายประชาธิปไตย) ที่เกิดขึ้นหลังจากสนธิสัญญาสงบศึกที่เรียกว่า อนุสัญญาเจนีวา สาระสำคัญของสัญญาคือต้องการแบ่งเวียดนามออกเป็นสองประเทศ แต่ด้วยเหตุที่ต้องการรวมเวียดนามเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันนี้เองที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าคนชาติเดียวกันอย่างโหดเหี้ยมและทารุณ และยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี สงครามครั้งนี้เป็นบาดแผลของคนเวียดนามจนรัฐบาลถึงกับสร้างพิพิธภัณฑ์สงครามขึ้นมาในโฮจิมินท์ โดยแสดงภาพความทารุณต่าง ๆ ที่เกิดกับเชลยศึกและเหยื่อสงครามให้เห็นกันชัด ๆ และจัดให้นักเรียนมาทัศนศึกษาเพื่อให้ระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า ผลของสงครามนั้นโหดร้ายเพียงใด หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังสงครามเวียดนามที่ดูสมจริงที่สุด เพียงแต่เนื้อเรื่องจะเป็นมุมมองของทหารอเมริกันต่อความโหดเหี้ยมของสงครามและสงครามเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปในทางไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระชากอารมณ์ของคนดูได้ดีที่สุดเรื่องนึงทีเดียว
4. TAEGUKGI (2004)
สงครามเกาหลี ที่เกิดขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เปิดศึกยืดเยื้อกว่าสามปี และมีคนเสียชีวิตนับล้านคน ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแผร่ให้เห็นความผูกพันธ์ระหว่างพี่ชายและน้องชาย แต่สงครามก็ทำให้ความรักและความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ต้องมลายหายไป เมื่อพี่ชายที่หวังเพียงต้องการสู้รบเพื่อช่วยชีวิตน้องชายให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย กลับต้องเปลี่ยนเค้าให้กลายเป็นคนบ้าสงครามและบ้าอำนาจ จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสอง เรื่องนี้เปิดประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องจิตใจของคน ซึ่งยากแก่การคาดเดา สิ่งที่คน ๆ หนึ่งทำอาจเป็นสิ่งที่ผิดในสายตาของอีกคน แต่สิ่งนั้น อาจกลายเป็นสิ่งถูกของเค้าก็เป็นได้ สงครามเกาหลีครั้งนี้สร้างบาดแผลให้กับคนเกาหลีไม่แพ้สงครามเวียดนามเลยทีเดียว
จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ยกมาทั้ง 4 เรื่อง 4 สงครามนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เมื่อใดก็ตามที่สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีวันที่จะจบลงในสามวันเจ็ดวันอย่างที่คนสมองกลวงหลาย ๆ คนพยายามจะสร้างให้มันเกิดขึ้นในประเทศเราอย่างแน่นอน แต่กลับจะยืดเยี้อไปอีกหลายปี และความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ถ้าหากทุกคนตระหนักถึงอุทาหรณ์ทึ่ภาพยนตร์เหล่านี้สร้างไว้แล้ว ความสามัคคีของคนในชาติก็คงจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
ไม่อยากจะเชื่อว่า ตอนนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความหวาดระแวงไปทั่วทุกพื้นที่ การจะทำความรู้จักกับใครซักคน ความระแวงอย่างหนึ่งมักเกิดอยู่ในใจ ว่าคน ๆ นี้ "สีอะไร" หากตัวแทนแห่งสีเหล่านั้นรู้จักแยกแยะ ว่าการเมืองเป็นความคิดส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน มันก็พอโล่งใจ แต่ในปัจจุบันมันกลับกลายเป็นว่า สีต่างกัน มันต้องเป็น "ศัตรู" กันไปเสียแล้ว เพื่อนบ้านที่เคยยิ้มให้กัน กลายเป็นคนที่ทักกันอย่างแกร็น ๆ เพื่อนร่วมงานไม่มองหน้ากันเพราะอยู่คนละข้าง คนในครอบครัวเดียวกันทะเลาะกันครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์เดิม ๆ มันยังดำเนินอยู่ แต่ในใจแต่ละคนนั้นมันได้สร้างกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว และสิ่งนี้เองที่ทำลายความไว้ใจซึ่งกันและกันไปจนหมดสิ้น หรือสังคมไทยที่น่ารักดั่งเช่นเมื่อรุ่นปู่ย่าตายายของเรามันจะมลายหายไปในยุคนี้เสียแล้ว
ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงต้องการให้เกิดความแตกแยกในประเทศ สีบางสี ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง เพื่ออะไร ? เพื่อที่ทุกคนจะได้กลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่พร้อม ๆ กันใช่หรือไม่ อาจเป็นเพราะคนสม้ยนี้ เกิดหลังจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในบ้านเรานานจนลืมกันไปแล้วว่า เหตุการณ์เหล่านั้นฝากบาดแผลอะไรให้ประเทศชาติและจิตใจคนไทยบ้าง สังคมที่อ่อนแอ บูชาแต่วัตถุทำให้คนเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ เคยคิดกันหรือไม่ว่า เมื่อเกิดสงคราม ชีวิตจะบัดซบเพียงใด ชีวิตที่ปกติสุขและมีสันติที่เรามีกันมาหลายสิบปีนี้ไม่พออีกหรือ เราเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไรกัน เคยคิดหรือไม่ว่า สงคราม จะนำอะไรมาสู่ชีวิตกันบ้าง ความแร้นแค้น อดอยาก ความสูญเสีย สูญสิ้น คงยังไม่เคยได้เจอกัน ถึงได้เรียกร้องอะไรมากมายเหลือเกิน
หากยังมองไม่เห็นภาพของสงครามกลางเมือง ก็ขอให้มองไปที่ภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองเหล่านี้ ที่น่าจะเป็นอุธาหรณ์ได้ว่า สงครามกลางเมืองนั้น มันไม่ได้น่าพิสมัยอย่างที่คิดกันไว้แม้แต่น้อย
1. Gone with the Wind (1939)
คงไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับภาพยนตร์คลาสสิคตลอดกาลอย่าง วิมานลอย เรื่องนี้ สงครามกลางเมืองของอเมริการะหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานกว่า 4 ปี และสูญเสียทหารไปทั้งสิ้น 640,000 นายไม่นับรวมการเสียชีวิตของพลเมืองที่ไม่สามารถประเมิณได้ ผลกระทบต่อผู้คน โดยเฉพาะตัวละครเอกในเรื่อง ทำให้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสงครามกลางเมืองของชาติอเมริกาได้ดี และหากได้อ่านหนังสือด้วยแล้วจะยิ่งเห็นความโหดร้ายของสงครามว่ามันทำให้ชีวิตที่เคยสุขสบายของผู้คนเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายเพียงใด ถึงแม้จะเป็นสงครามกลางเมืองแต่อย่างน้อยเค้าก็แบ่งฝ่ายชัดเจน ระหว่างรัฐเหนือกับใต้ ไม่เหมือนบ้านเราที่แบ่งฝ่ายกันไปทุกอำเภอทุกจังหวัด อย่างนี้คงหาความสามัคคีได้ยากเต็มที
2. Blood Diamond (2006)
สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 11 ปีในสาธารณรัฐเชียร์รา ลีโอน ที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฎ RUF (Revolutionary United Front) เหตุการณ์ที่ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปมากกว่าแสนคนและมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนเป็นผู้พิการถึง 2 ล้านคน นับเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาชนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องกลายมาเป้นตัวประกันให้กับฝ่ายกบฎและรัฐบาล ความโหดร้ายป่าเถื่อนของสงครามครั้งนี้ ทำให้คิดได้ว่าเราโชคดีอย่างหนักที่ไม่ได้เกิดมาในประเทศนี้
สองเรื่องหลังอาจจะไม่สามารถเรียกว่า Civil War ได้อย่างเต็มปากนักแต่มันก็คือสงครามระหว่างคนเชื้อชาติเดียวกันนั่นเอง
3. Full Metal Jacket (1987)
คืบเข้ามาใกล้ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างเวียดนามกันบ้าง สงครามระหว่างเวียดนามเหนือ (ฝ่ายคอมมิวนิสต์) และเวียดนามใต้ (ฝ่ายประชาธิปไตย) ที่เกิดขึ้นหลังจากสนธิสัญญาสงบศึกที่เรียกว่า อนุสัญญาเจนีวา สาระสำคัญของสัญญาคือต้องการแบ่งเวียดนามออกเป็นสองประเทศ แต่ด้วยเหตุที่ต้องการรวมเวียดนามเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันนี้เองที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าคนชาติเดียวกันอย่างโหดเหี้ยมและทารุณ และยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี สงครามครั้งนี้เป็นบาดแผลของคนเวียดนามจนรัฐบาลถึงกับสร้างพิพิธภัณฑ์สงครามขึ้นมาในโฮจิมินท์ โดยแสดงภาพความทารุณต่าง ๆ ที่เกิดกับเชลยศึกและเหยื่อสงครามให้เห็นกันชัด ๆ และจัดให้นักเรียนมาทัศนศึกษาเพื่อให้ระลึกอยู่ตลอดเวลาว่า ผลของสงครามนั้นโหดร้ายเพียงใด หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังสงครามเวียดนามที่ดูสมจริงที่สุด เพียงแต่เนื้อเรื่องจะเป็นมุมมองของทหารอเมริกันต่อความโหดเหี้ยมของสงครามและสงครามเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปในทางไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระชากอารมณ์ของคนดูได้ดีที่สุดเรื่องนึงทีเดียว
4. TAEGUKGI (2004)
สงครามเกาหลี ที่เกิดขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เปิดศึกยืดเยื้อกว่าสามปี และมีคนเสียชีวิตนับล้านคน ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแผร่ให้เห็นความผูกพันธ์ระหว่างพี่ชายและน้องชาย แต่สงครามก็ทำให้ความรักและความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ต้องมลายหายไป เมื่อพี่ชายที่หวังเพียงต้องการสู้รบเพื่อช่วยชีวิตน้องชายให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย กลับต้องเปลี่ยนเค้าให้กลายเป็นคนบ้าสงครามและบ้าอำนาจ จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสอง เรื่องนี้เปิดประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องจิตใจของคน ซึ่งยากแก่การคาดเดา สิ่งที่คน ๆ หนึ่งทำอาจเป็นสิ่งที่ผิดในสายตาของอีกคน แต่สิ่งนั้น อาจกลายเป็นสิ่งถูกของเค้าก็เป็นได้ สงครามเกาหลีครั้งนี้สร้างบาดแผลให้กับคนเกาหลีไม่แพ้สงครามเวียดนามเลยทีเดียว
จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ยกมาทั้ง 4 เรื่อง 4 สงครามนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เมื่อใดก็ตามที่สงครามได้เกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีวันที่จะจบลงในสามวันเจ็ดวันอย่างที่คนสมองกลวงหลาย ๆ คนพยายามจะสร้างให้มันเกิดขึ้นในประเทศเราอย่างแน่นอน แต่กลับจะยืดเยี้อไปอีกหลายปี และความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ถ้าหากทุกคนตระหนักถึงอุทาหรณ์ทึ่ภาพยนตร์เหล่านี้สร้างไว้แล้ว ความสามัคคีของคนในชาติก็คงจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
ป้ายกำกับ: talkabout

